เกิดระเบิด 2 ครั้งซ้อน ที่สนามบินในบรัสเซลส์ ดับแล้ว 11 เจ็บกว่า 20 ราย

 * เกิดระเบิด 2 ครั้งซ้อน ที่สนามบินในบรัสเซลส์ ดับแล้ว 11 เจ็บกว่า 20 ราย *

เกิดระเบิด 2 ครั้งซ้อน ที่สนามบินในกรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม พบตาย 11 เจ็บกว่า 20 ราย สั่งปิดล้อมสนามบิน-เร่งอพยพคนออก-ยกเลิกเที่ยวบิน

สนามบิน บรัสเซลส์

วันที่ 22 มีนาคม 2559 เว็บไซต์เอ็กซ์เพรส มีรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ครั้งภายในสนามบินที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 20 ราย และคนอีกนับร้อยยังติดอยู่ภายในสนามบินที่ถูกปิดหลังเกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งอพยพคนทั้งหมดออกมา

– ระเบิด 2 ครั้งซ้อนที่สนามบิน Zaventem

รายงานเปิดเผยว่า ระเบิดทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณหน้าเคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบินอเมริกัน โดยมีรายงานที่ไม่ยืนยันอ้างว่าระเบิดถูกวางอยู่ติดกับเคาน์เตอร์

ด้านโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ภาพจากภายในสนามบิน ที่ผู้คนต่างทิ้งสัมภาระวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ในขณะที่ตัวอาคารผู้โดยสารนั้นได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด และสื่อเบลเยียมยังเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ระงับการเดินทางของรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังสนามบินแล้ว รวมถึงยกเลิกเที่ยวบินที่จะเข้าและออกจากสนามบินทั้งหมด

ทั้งนี้เหตุ ระเบิดในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อไม่กี่วันก่อน ซาเลาะห์ อับเดสลาม ผู้ต้องหาจากคดีก่อการร้าย กราดยิง-วางระเบิดปารีส เพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ในเมืองโมเลนบีค ชานกรุงบรัสเซลล์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา

– เหตุระเบิดซ้ำในสถานีรถไฟใต้ดิน Maalbeek

สนามบิน บรัสเซลส์

ขณะที่ต่อมา เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ มีรายงานเหตุระเบิดที่สถานีรถไฟใต้ดิน Maalbeek ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ และอยู่ใกล้กับอาคารของ EU ส่งผลให้ผู้โดยสารต่างวิ่งหนีออกมากจากสถานีที่เต็มไปด้วยควัน

ทั้งนี้รายงานระบุว่าเหตุระเบิดนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนที่สนามบิน จากนั้นกรมการขนส่งได้สั่งปิดสถานีรถไฟใต้ดินทั้งหมดในกรุงบรัสเซลแล้ว

ภาพจาก ทวิตเตอร์ @AmichaiStein1, ทวิตเตอร์ @AAhronheim

สะเทือนใจ วินาทีลูกชายก้มกราบพ่อหน้าเรือนจำ หลังพ่อติดคุก 1 ปี

 * สะเทือนใจ วินาทีลูกชายก้มกราบพ่อหน้าเรือนจำ หลังพ่อติดคุก 1 ปี *

กราบพ่อหน้าเรือนจำ

ภาพวินาทีสะเทือนใจ ลูกชายก้มกราบเท้าอันเปลือยเปล่าของผู้เป็นพ่อทั้งน้ำตา หลังมายืนรอรับพ่อที่เพิ่งพ้นโทษในข้อหามีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง

วันที่ 21 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพและข้อความสุดสะเทือนใจ ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Paskorn Jumlongrach เป็นผู้โพสต์เล่าถึงวินาทีที่ นายภาณุวัฒน์ เต็มสามารถ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสาละวิน ก้มกราบที่เท้าอันเปลือยเปล่าของนายชะลอ เต็มสามารถ ผู้เป็นพ่อที่เพิ่งเดินออกมาจากเรือนจำ หลังติดคุกนาน 1 ปี ในข้อหามีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง โดยระหว่างที่ผู้เป็นลูกก้มกราบเท้าพ่ออยู่นั้น ก็พูดสั้น ๆ ว่า “ผมรู้ดี ผมรู้ดี” และยังคงน้ำตาคลอเบ้าทุกครั้งที่เหลือบมองพ่อ ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

โดยข้อความในเฟซบุ๊ก Paskorn Jumlongrach ทั้งหมด มีดังนี้

กราบพ่อหน้าเรือนจำ
ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Paskorn Jumlongrach

ตำรวจเอี่ยวคดีทำร้าย ไฮโซปลาวาฬ ฟ้องกลับตำรวจด้วยกัน วอนขอความเป็นธรรม

 * ตำรวจเอี่ยวคดีทำร้าย ไฮโซปลาวาฬ ฟ้องกลับตำรวจด้วยกัน วอนขอความเป็นธรรม *

ไฮโซปลาวาฬ

จำเลยที่ 3 คดีทำร้าย ปลาวาฬ ที่รัชดาผับในภูเก็ต ฟ้องกลับพนักงานสอบสวนคดี และผู้เสียหายที่ 3 ขอสังคมให้ความเป็นธรรม หลังต้องตกเป็นจำเลยทั้งที่ไม่ได้ทำผิด จนครอบครัวเดือดร้อน

วานนี้ (19 มีนาคม 2559) ด.ต. สุทธินันท์ ขุนยงค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1153, 1154, 3900, 4163, 4314 และ 4942/2555 หมายเลขแดงเลขที่ 4732-4737/2557 ระหว่างพนักงานอัยการเป็นโจทก์ นายวรสิทธิ์ อิสระ โจทก์ร่วม นายสุชาติ พาหละ จำเลยที่ 1 และพวก รวม 7 คน เรื่องความผิดต่อชีวิต พยายาม ความผิดต่อร่างกาย ลหุโทษ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 ที่เด็กเสิร์ฟและการ์ดของรัชดาผับ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต รุมทำร้าย นายวรสิทธิ์ อิสระ หรือ ปลาวาฬ กับพวกจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

โดย ด.ต. สุทธินันท์ เดินทางมายังศาลจังหวัดภูเก็ต เพื่อยื่นฟ้อง พ.ต.ท.นนน พิทักษ์กุลธร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต พนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว และ นายยุทธิพงศ์ สิมงาม ผู้เสียหายที่ 3 หลังศาลตัดสินยกฟ้องตนซึ่งเป็นจำเลยที่ 3

ทั้ง นี้ ด.ต. สุทธินันท์ กล่าวว่า ตนตกเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวด้วย ทำให้ตนถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน จนได้รับความเดือดร้อน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ เป็นเพียงคนที่เข้าให้ความช่วยเหลือเท่านั้น ในระหว่างที่ต่อสู้คดีมานานกว่า 3 ปี ก็ต้องขายทรัพย์สินมาต่อสู้คดีและจ้างทนาย ทำให้ครอบครัวลำบาก แต่สุดท้ายฟ้ามีตา ศาลจังหวัดภูเก็ตให้ความเป็นธรรม ตัดสินยกฟ้องตน ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดี ทำให้ขณะนี้ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีนี้ และผู้บังคับบัญชาเพิ่งมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา

อ่านเพิ่มเติม ตำรวจเอี่ยวคดีทำร้าย ไฮโซปลาวาฬ ฟ้องกลับตำรวจด้วยกัน วอนขอความเป็นธรรม

กทม. สั่งเทศกิจไถเงินต่างชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ยันไม่ได้ทำครั้งแรก

 * 
กทม. สั่งเทศกิจไถเงินต่างชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ยันไม่ได้ทำครั้งแรก *

เทศกิจไถเงินต่างชาติ

ฟังชัด ๆ จากปากเจ้าของคลิปเทศกิจไถเงินนักท่องเที่ยว ยันพฤติกรรมขู่ทรัพย์มีมานานแล้วไม่ใช่ครั้งแรก ร้องฟันโทษให้หนักกว่าการสั่งย้าย หวั่นชื่อเสียงประเทศเสียหาย ด้านรองปลัด กทม. สั่ง 2 เทศกิจ ออกจากราชการไว้ก่อน คาดรู้ผลสอบก่อนสงกรานต์ปีนี้

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเทศกิจ จับชายชาวต่างชาติ ข้อหาทิ้งขยะที่สนามหลวง โดยมีการหยิบเงินจากกระเป๋าอีกฝ่ายไปหลายบาทเป็นค่าปรับ จนรองปลัดกรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งย้าย นายไพโรจน์ ทินโน เทศกิจในคลิปดังกล่าว และได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เพื่อไปสัมภาษณ์กับ นายธุรีดิน แห้งผาด หรือออสติน เจ้าของคลิปวิดีโอดังกล่าว โดยคุณออสติน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนยืนอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม แล้วสังเกตเห็นผู้ชายสวมใส่ชุดเครื่องแบบเทศกิจกำลังคุยกับชายชาวต่างชาติ และเมื่อเข้าไปในระยะใกล้ก็พบเทศกิจคนนี้กำลังเอาเงินออกจากกระเป๋าชาวต่างชาติ โดยหยิบเงินออกจากกระเป๋า 1 พันบาท ตนจึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่ผิดปกติ จึงเดินอ้อมไปใกล้ ๆ ก็เห็นเทศกิจหยิบเงินแบงก์พันไปอีกหลายครั้ง รวมประมาณ 3,500-4,500 บาท ตนจึงเดินเข้าไปประชิดตัวเทศกิจ และบอกว่า คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะ แบบนี้เขาเรียกกรรโชกทรัพย์ ต้มตุ๋น

จากนั้นตนจึงเรียกคนขายของที่อยู่ตรงข้ามให้มาดูว่า มีการปล้นทรัพย์ เทศกิจคนดังกล่าวจึงกล่าวกับตนว่า “มายุ่งอะไรนี้มันเรื่องของเจ้าหน้าที่” แต่ตนได้ย้ำไปอีกว่า ไม่ได้หรอกนี้มันคือการปล้นทรัพย์ พอมีคนเข้ามาดูหลายคนเทศกิจคนนั้นจึงตกใจ และกำเงินคืน

อ่านเพิ่มเติม กทม. สั่งเทศกิจไถเงินต่างชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ยันไม่ได้ทำครั้งแรก

แม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน เพื่อปลูกต้นไม้นับล้านสานฝันลูกผู้ล่วงลับ

 * แม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน เพื่อปลูกต้นไม้นับล้านสานฝันลูกผู้ล่วงลับ *

ปลูกต้นไม้นับล้าน

เผยเรื่องราวแม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้กับการปลูกต้นไม้นับล้านต้น เพื่อสานฝันลูกชายผู้ล่วงลับ ตั้งเป้าจะปลูกให้ได้ 2 ล้านต้นใน 20 ปี

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 เว็บไซต์ Women of China เผยเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของหัวใจคนเป็นแม่ เมื่อคุณแม่ชาวจีนรายหนึ่ง ได้ใช้เวลา 12 ปีที่ผ่านมา ทุ่มเทปลูกต้นไม้มากกว่า 1 ล้านต้น เพื่อเป็นการสานฝันรักษ์โลกของลูกชายผู้ล่วงลับ
หญิงรายนี้เธอมีชื่อว่า ยี่ จี้ฟาง เป็นคุณแม่วัย 67 ปีจากเซี่ยงไฮ้ เธอได้สูญเสียลูกชาย หยาง รุ่ยเจ๋อ ไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อปี 2543 ขณะที่นายหยางกำลังเรียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น การจากไปของลูกชายอันเป็นที่รักนำความเศร้าโศกเสียใจมายังผู้เป็นแม่อย่าง มาก แต่แล้วหลังจากนายหยางเสียชีวิตไปได้ช่วงหนึ่ง สิ่งที่เขาเคยพูดกับแม่ก็ได้ปรากฏชัดขึ้นในความคิดของแม่อีกครั้ง

ปลูกต้นไม้นับล้าน

นางยี่จำได้แม่นว่า ครั้งหนึ่งลูกชายเธอเคยบอกเธอว่า ถ้าเข้ากลับมาจีนแผ่นดินเกิดเมื่อไร เขาจะอุทิศตนเพื่อการทำประโยชน์ใหญ่หลวง นั่นคือการปลูกต้นไม้ เปลี่ยนผืนดินโล่งเตียนให้กลายเป็นผืนป่า นางยี่จึงเริ่มมีความคิดที่จะสานฝันของลูกชายที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำก่อนเสีย ชีวิต

จากนั้นเมื่อปี 2547 โปรเจคท์ปลูกต้นไม้เปลี่ยนโลกเป็นสีเขียวก็เริ่มต้นขึ้น นางยี่ทุ่มเทสุดตัวสุดชีวิต เธอตัดสินใจลาออกจากงานและขายบ้านของตัวเอง พร้อมกับเอาเงินประกันชีวิตและค่าชดเชยอุบัติเหตุของลูกชายมาใช้ในโปรเจคท์ นี้ โดยมี หยาง อันไถ้ สามีของเธอร่วมสานฝันลูกชายด้วยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม แม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน เพื่อปลูกต้นไม้นับล้านสานฝันลูกผู้ล่วงลับ

ย้ำ ! กฎหมายใหม่ ฝ่าฝืนตรวจวัดแอลกอฮอล์ โทษเทียบเท่าเมาแล้วขับ

 * ย้ำ ! กฎหมายใหม่ ฝ่าฝืนตรวจวัดแอลกอฮอล์ โทษเทียบเท่าเมาแล้วขับ *

ฝ่าฝืนตรวจวัดแอลกอฮอล์

ย้อนอ่านประกาศปรับแก้ พ.ร.บ.จราจรทางบก เพิ่มเติม ระบุชัด บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ยอมให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ต้องโทษเทียบเท่าเมาแล้วขับ จำคุก 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท

วันที่ 18 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2557 ประกาศแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 โดยมีการแก้ไขในส่วนของมาตรา 142 กรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบว่าหย่อนความสามารถในการขับขี่โดยไม่มีเหตุอันควร คือให้อำนาจสิทธิเจ้าพนักงานจราจรสามารถสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ เมื่อเห็นว่ารถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ และในกรณีที่ผู้ขับขี่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าเสี่ยงเมาสุรา หรือขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่ได้ให้สิทธิเจ้าหน้าที่ในการสั่งให้ผู้ขับขี่ขับรถเข้าช่องทางที่มีกรวยวางตั้งไว้ ให้ไขกระจกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยื่นอุปกรณ์เข้าไปตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้าไปในรถได้ หรือเรียกให้ผู้ขับขี่เป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ รวมทั้งสั่งให้ลงจากรถเพื่อดูว่าร่างกายสามารถรักษาสมดุลของการเดินได้หรือไม่ หากผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลนั้นเมาสุรา และดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุราได้ทันที

อย่างไรก็ตามสำหรับบทลงโทษใหม่ กรณีที่ผู้ขับขี่ปฏิเสธในการให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้ถูกกล่าวหาสามารถสืบพยานหักล้างในศาลได้

ภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02, เฟซบุ๊ก FM. 91 Trafficpro

ชิคาโกย้อมแม่น้ำเป็นสีเขียว ฉลองวันเซนต์แพทริก

 * ชิคาโกย้อมแม่น้ำเป็นสีเขียว ฉลองวันเซนต์แพทริก *

แม่น้ำชิคาโก

เผยคลิปวิดีโอการย้อมสีแม่น้ำชิคาโกเป็นสีเขียวสวย ฉลองวันเซนต์แพทริก วันสำคัญของประชาชนเชื้อสายไอริชทั่วโลก โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 54 แล้ว

รายงานจากเว็บไซต์ชิคาโกอิสต์ ระบุว่า วันเซนต์แพทริกนั้นตรงกับวันที่ 17 มีนาคมของทุกปี เป็นวันที่เซนต์แพทริก นักบุญผู้ปกป้องคุ้มครองไอร์แลนด์ได้เสียชีวิตลง และชาวไอริชที่อพยพกระจายตัวไปอยู่ทุกสารทิศทั่วโลก ก็จะมีการจัดพาเหรดและจัดการฉลองวันเซนต์แพทริกขึ้นมา เพื่อรำลึกถึงนักบุญเซนต์แพทริก โดยหากวันที่ 17 มีนาคมไม่ตรงกับวันเสาร์ ก็จะมีการฉลองในวันเสาร์ก่อนจะถึงวันเซนต์แพทริกแทน ซึ่งปีนี้ก็ตรงกับวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

แม่น้ำชิคาโก

สีเขียวถูกเลือกให้เป็นสีประจำเทศกาลนี้ เพราะเป็นสีของใบแชมร็อค (Shamrock) สัญลักษณ์ของไอร์แลนด์ ผู้คนจึงพากันสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียว เพื่อแสดงพลังแห่งชนชาติ และที่นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา ก็มีการย้อมแม่น้ำให้เป็นสีเขียวจนดูแปลกตา

แม่น้ำชิคาโก

การย้อมแม่น้ำชิคาโกให้เป็นสีเขียวกลายเป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 โดยจะมีการโรยผงย้อมสีแม่น้ำ ซึ่งผงสีดังกล่าวเป็นผงจากผัก ได้รับการทดสอบและยืนยันแล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้หลังจากย้อมแม่น้ำให้กลายเป็นสีเขียวแล้ว แม่น้ำก็จะเป็นสีเขียวให้เป็นอย่างนี้ 6-10 ชั่วโมง ก่อนจะกลับเป็นสีธรรมชาติในที่สุด

ธปท. แนะวิธีตรวจสอบแบงก์ 1,000 ปลอม หลังพบระบาด-เหมือนจริงมาก

 * ธปท. แนะวิธีตรวจสอบแบงก์ 1,000 ปลอม หลังพบระบาด-เหมือนจริงมาก *

วิธีดูแบงค์ปลอม

ธปท. แนะวิธีตรวจสอบธนบัตร จริงหรือปลอม เพียงแค่สัมผัส-ส่องดู-ตะแคงข้าง หลังพบแบงก์ 1,000 ปลอม ระบาด-เหมือนจริงมาก

วันที่ 16 มีนาคม 2559 เพจ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ รายงานว่า นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึงกระแสข่าว พบธนบัตรปลอมชนิด 1,000 บาท ที่มีความเหมือนจริงทุกประการ เว้นเพียงมีภาพครุฑไม่สมบูรณ์ โดยชี้แจงว่า ในการตรวจสอบธนบัตรว่าเป็นของจริงหรือปลอมนั้นจะต้องตรวจสอบลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงหลายจุดประกอบกัน ซึ่งหากพบว่าทุกจุดมีความถูกต้อง ธนบัตรดังกล่าวก็เป็นธนบัตรจริง แต่อาจเป็นธนบัตรชำรุด ซึ่งประชาชนสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ที่ธนาคารออมสินหรือธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถทำการตรวจสอบธนบัตรได้ด้วยตนเองง่าย ๆ 3 วิธี ดังนี้

1. การสัมผัส : เนื้อกระดาษธนบัตร เป็นกระดาษชนิดพิเศษ มีความเหนียว แกร่ง ทนต่อการพับดึง และให้ความรู้สึกแตกต่างจากกระดาษทั่วไป และเมื่อสัมผัสตัวเลขแจ้งราคา กับคำว่ารัฐบาลไทย จะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์

2. การยกส่อง : เมื่อยกธนบัตรส่องกับแสงสว่าง จะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ในเนื้อกระดาษอย่างชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงรูปลายไทยขนาดเล็กที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษ และแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ บนแถบมีตัวเลขและตัวอักษรแจ้งชนิดราคา

3. การพลิกเอียง : บริเวณมุมของธนบัตร พิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษ เมื่อพลิกธนบัตรไปมาสีของตัวเลขจะเปลี่ยนสลับจากสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งได้

สามารถอ่านวิธีสังเกตธนบัตรเพิ่มเติมได้ที่ bot.or.th

ทั้งนี้หากผู้ใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม โปรดติดต่อมาที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทรศัพท์ 1213 หรือ แผนกวิเทศสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ สายออกบัตรธนาคาร โทรศัพท์ 0-2356 8687-90

ภาพและข้อมูลจาก เพจ เที่ยงวันทันเหตุการณ์, bot.or.th

กรธ.ปัดขัดแย้ง คสช. ยันข้อเสนอแก้ร่างฯ ทำตามได้ แต่ไม่หมด

กรธ

โฆษก กรธ.ชี้ข้อเสนอ คสช.ทำตามได้ไม่หมด หวั่นกระทบโครงสร้าง รธน.ทั้งฉบับ ยัน กรธ.ไร้ความขัดแย้ง คสช.

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.59 นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อเสนอแนะของ คสช.ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ส่งมายัง กรธ.ว่า ข้อเสนอแนะที่ คสช.ส่งมาถือว่าไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย ในการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ในฐานะที่เขาเป็นผู้บริหารประเทศ คงมองเห็นถึงปัญหาบ้านเมืองที่ต้องได้รับการแก้ไข และจะต้องวางกลไกไว้อย่างไรบ้างเพื่ออนาคต จากนี้ทาง กรธ.ต้องปรึกษาและพูดคุยกันว่าข้อเสนอที่ คสช.ส่งมานั้น สามารถปรับแก้ประเด็นใดได้บ้าง และ กรธ.แต่ละท่านมีความเห็นอย่างไร ยืนยันว่า จะร่างเสร็จทันกรอบเวลาแน่นอน แต่ทั้งนี้คงไม่สามารถปรับแก้ตามข้อเสนอของ คสช.ได้ทั้งหมด เพราะบางประเด็นหากปรับแก้ตามแล้ว อาจจะกระทบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่าง กรธ.กับ คสช. ยืนยันว่าไม่มี ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้ ต่างฝ่ายต่างก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด โดยยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้ง.

ที่มา>>>Thairath

โมโตจะกลับมา! เลอโนโวพลิกกลยุทธ์ขาย หวังสิ้นปีขายไม่ต่ำกว่าล้านเครื่อง

โมโต

เลอโนโวเผยแผนธุรกิจสมาร์ทโฟน ตั้งเป้าปีนี้ขายล้านเครื่อง เผยเตรียมดึงแบรนด์โมโตกลับมาทำตลาดอีกครั้ง เปิดตัวภายในเดือนนี้…

นายทวนทอง ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนได้ 5 แสนเครื่อง คิดเป็นอัตราการเติบโตราว 50% จากปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 2-3% ซึ่งสัดส่วนการจำหน่ายนั้นแบ่งเป็นกรุงเทพฯ 60% ต่างจังหวัด 40% และคาดว่าในปีนี้จะมีสัดส่วนเปลี่ยนเป็น 50% ต่อ 50% จากการขยายช่องทางจัดจำหน่าย การขยายตลาดไปยังต่างจังหวัด รวมถึงความร่วมมือกับลาซาด้าในการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งบริษัทมีการพิจารณาขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่นด้วย

“เราเริ่มขยายช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์เมื่อกลางปีที่แล้ว ด้วยสมาร์ทโฟนรุ่น A7000 ซึ่งเป็นดีลพิเศษจำหน่ายบนลาซาด้าเท่านั้น และได้ผลตอบรับค่อนข้างดีโดยสามารถจำหน่ายได้ราว 40,000 เครื่อง นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) อย่างทรูมูฟ เอช ซึ่งสามารถเพิ่มยอดจำหน่ายให้บริการได้เป็นอย่างมาก”

สำหรับในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตราการจำหน่ายสมาร์ทโฟนขึ้นอีกเท่าตัว จากเดิม 5 แสนเครื่อง เป็น 1 ล้านเครื่อง โดยจะมีการทยอยตัวรุ่นใหม่ทุกไตรมาส ไตรมาสละ 1-2 รุ่น ซึ่งบริษัทจะเน้นการทำตลาดในกลุ่มราคาระดับล่าง-กลาง ด้วยราคา 2,000-8,000 บาท พร้อมทำตลาดสมาร์ทโฟน 4จี ราคาต่ำกว่า 3,000 บาทออกมาอย่างต่อเนื่อง จากที่ปัจจุบันมีรุ่น True Lenovo 2010 ในราคา 2,990 บาทแล้ว ขณะเดียวกันก็จะมีการจัดโปรโมชั่นและสนับสนุนช่องทางจัดจำหน่ายหลากหลาย รวมถึงมีความร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนเลอโนโวให้เป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้บริโภคชาวไทยยังคงมีกำลังซื้อสำหรับสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง จากการจับจ่ายเพื่อเปลี่ยนเครื่องใหม่ รองรับเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงรองรับการใช้งาน 4จี ที่มีการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้ ภาวะการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนของประเทศไทยยังคงเน้นด้านราคาเป็นหลัก ทั้งยังมีการทยอยเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ จากจีนเพื่อช่วงชิงลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายมือถือในประเทศไทยอยู่ที่ 18 ล้านเครื่อง คาดว่าในปีนี้จะเพิ่มเป็น 20 ล้านเครื่อง หากเลอโนโวมียอดจำหน่ายตามเป้าหมายที่วางไว้ก็จะทำให้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 5%

นอกจากนี้ ตัวแทนจากเลอโนโว ยังได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจสมาร์ทโฟนของแบรนด์โมโตโรล่า โดยระบุว่า ภายในเดือนมีนาคมนี้ เลอโนโวจะนำเสนอสมาร์ทโฟนแบรนด์โมโตออกสู่ตลาดอีกครั้ง ขอยืนยันว่าเลอโนโวและโมโตจะไม่หายไปจากตลาดสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน แต่จะกลับมาทำตลาดร่วมกัน แต่จะแบ่งสายผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน โดยเลอโนโวจะมุ่งเน้นที่สมาร์ทโฟนราคาระดับล่าง-กลาง ขณะที่โมโตจะเน้นสินค้าราคากลางขึ้นไป หรือตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากทั้ง 2 แบรนด์มีจุดยืนที่แตกต่างกันในสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งเชื่อว่าการจำหน่ายเลอโนโวและโมโตจะช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตและมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในอันดับ 3-4 ของผู้นำตลาดได้ในทุกประเภทที่ทำตลาด

ส่วนงบการทำตลาดนั้น จะมีการปรับเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว จากเดิมที่ใช้งบประมาณราว 70-80 ล้านบาท เพื่อทำตลาดให้กับแบรนด์เลอโนโว ซึ่งในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณเท่าตัวเนื่องจากมีการทำตลาดร่วมกันทั้งแบรนด์เลอโนโวและโมโต.

ที่มา>>>Thairath