กทม. สั่งเทศกิจไถเงินต่างชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ยันไม่ได้ทำครั้งแรก

 * 
กทม. สั่งเทศกิจไถเงินต่างชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ยันไม่ได้ทำครั้งแรก *

เทศกิจไถเงินต่างชาติ

ฟังชัด ๆ จากปากเจ้าของคลิปเทศกิจไถเงินนักท่องเที่ยว ยันพฤติกรรมขู่ทรัพย์มีมานานแล้วไม่ใช่ครั้งแรก ร้องฟันโทษให้หนักกว่าการสั่งย้าย หวั่นชื่อเสียงประเทศเสียหาย ด้านรองปลัด กทม. สั่ง 2 เทศกิจ ออกจากราชการไว้ก่อน คาดรู้ผลสอบก่อนสงกรานต์ปีนี้

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเทศกิจ จับชายชาวต่างชาติ ข้อหาทิ้งขยะที่สนามหลวง โดยมีการหยิบเงินจากกระเป๋าอีกฝ่ายไปหลายบาทเป็นค่าปรับ จนรองปลัดกรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งย้าย นายไพโรจน์ ทินโน เทศกิจในคลิปดังกล่าว และได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เพื่อไปสัมภาษณ์กับ นายธุรีดิน แห้งผาด หรือออสติน เจ้าของคลิปวิดีโอดังกล่าว โดยคุณออสติน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนยืนอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม แล้วสังเกตเห็นผู้ชายสวมใส่ชุดเครื่องแบบเทศกิจกำลังคุยกับชายชาวต่างชาติ และเมื่อเข้าไปในระยะใกล้ก็พบเทศกิจคนนี้กำลังเอาเงินออกจากกระเป๋าชาวต่างชาติ โดยหยิบเงินออกจากกระเป๋า 1 พันบาท ตนจึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่ผิดปกติ จึงเดินอ้อมไปใกล้ ๆ ก็เห็นเทศกิจหยิบเงินแบงก์พันไปอีกหลายครั้ง รวมประมาณ 3,500-4,500 บาท ตนจึงเดินเข้าไปประชิดตัวเทศกิจ และบอกว่า คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะ แบบนี้เขาเรียกกรรโชกทรัพย์ ต้มตุ๋น

จากนั้นตนจึงเรียกคนขายของที่อยู่ตรงข้ามให้มาดูว่า มีการปล้นทรัพย์ เทศกิจคนดังกล่าวจึงกล่าวกับตนว่า “มายุ่งอะไรนี้มันเรื่องของเจ้าหน้าที่” แต่ตนได้ย้ำไปอีกว่า ไม่ได้หรอกนี้มันคือการปล้นทรัพย์ พอมีคนเข้ามาดูหลายคนเทศกิจคนนั้นจึงตกใจ และกำเงินคืน

อ่านเพิ่มเติม กทม. สั่งเทศกิจไถเงินต่างชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ยันไม่ได้ทำครั้งแรก

ย้ำ ! กฎหมายใหม่ ฝ่าฝืนตรวจวัดแอลกอฮอล์ โทษเทียบเท่าเมาแล้วขับ

 * ย้ำ ! กฎหมายใหม่ ฝ่าฝืนตรวจวัดแอลกอฮอล์ โทษเทียบเท่าเมาแล้วขับ *

ฝ่าฝืนตรวจวัดแอลกอฮอล์

ย้อนอ่านประกาศปรับแก้ พ.ร.บ.จราจรทางบก เพิ่มเติม ระบุชัด บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ยอมให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ต้องโทษเทียบเท่าเมาแล้วขับ จำคุก 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท

วันที่ 18 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2557 ประกาศแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 โดยมีการแก้ไขในส่วนของมาตรา 142 กรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบว่าหย่อนความสามารถในการขับขี่โดยไม่มีเหตุอันควร คือให้อำนาจสิทธิเจ้าพนักงานจราจรสามารถสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ เมื่อเห็นว่ารถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ และในกรณีที่ผู้ขับขี่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าเสี่ยงเมาสุรา หรือขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่ได้ให้สิทธิเจ้าหน้าที่ในการสั่งให้ผู้ขับขี่ขับรถเข้าช่องทางที่มีกรวยวางตั้งไว้ ให้ไขกระจกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยื่นอุปกรณ์เข้าไปตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้าไปในรถได้ หรือเรียกให้ผู้ขับขี่เป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ รวมทั้งสั่งให้ลงจากรถเพื่อดูว่าร่างกายสามารถรักษาสมดุลของการเดินได้หรือไม่ หากผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลนั้นเมาสุรา และดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุราได้ทันที

อย่างไรก็ตามสำหรับบทลงโทษใหม่ กรณีที่ผู้ขับขี่ปฏิเสธในการให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้ถูกกล่าวหาสามารถสืบพยานหักล้างในศาลได้

ภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02, เฟซบุ๊ก FM. 91 Trafficpro

กรธ.ปัดขัดแย้ง คสช. ยันข้อเสนอแก้ร่างฯ ทำตามได้ แต่ไม่หมด

กรธ

โฆษก กรธ.ชี้ข้อเสนอ คสช.ทำตามได้ไม่หมด หวั่นกระทบโครงสร้าง รธน.ทั้งฉบับ ยัน กรธ.ไร้ความขัดแย้ง คสช.

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.59 นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อเสนอแนะของ คสช.ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ส่งมายัง กรธ.ว่า ข้อเสนอแนะที่ คสช.ส่งมาถือว่าไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย ในการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ในฐานะที่เขาเป็นผู้บริหารประเทศ คงมองเห็นถึงปัญหาบ้านเมืองที่ต้องได้รับการแก้ไข และจะต้องวางกลไกไว้อย่างไรบ้างเพื่ออนาคต จากนี้ทาง กรธ.ต้องปรึกษาและพูดคุยกันว่าข้อเสนอที่ คสช.ส่งมานั้น สามารถปรับแก้ประเด็นใดได้บ้าง และ กรธ.แต่ละท่านมีความเห็นอย่างไร ยืนยันว่า จะร่างเสร็จทันกรอบเวลาแน่นอน แต่ทั้งนี้คงไม่สามารถปรับแก้ตามข้อเสนอของ คสช.ได้ทั้งหมด เพราะบางประเด็นหากปรับแก้ตามแล้ว อาจจะกระทบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่าง กรธ.กับ คสช. ยืนยันว่าไม่มี ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้ ต่างฝ่ายต่างก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด โดยยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้ง.

ที่มา>>>Thairath

ผล 8 ศพ SCB Park สมองขาดอากาศ น.1 เร่งสรุปคดีจ่อฟันผิด

scb

ผู้บังคับการนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ เผย 8 ผู้เสียชีวิต จากเหตุ SCB Park เกิดจากสมองขาดออกซิเจน ชี้เป็นครั้งแรกที่มีการเสียชีวิตจากสารไพโรเจน “พล.ต.ท.ศานิตย์” เผยได้ข้อสรุปเหตุ SCB บางเรื่องแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผย หวั่นกระทบคดี จ่อเอาผิดอย่างน้อย 1-2 บริษัท

พลตำรวจตรี พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลการตรวจชันสูตรศพเบื้องต้นทั้ง 8 ราย พบว่ามีสาเหตุเดียวกัน สันนิษฐานคือ สมองขาดออกซิเจน ซึ่งจะต้องเก็บตัวอย่าง เลือด ปัสสาวะ ส่งไปยังห้องปฏิบัติการ ตรวจอย่างละเอียด เนื่องจากไม่เคยพบผู้เสียชีวิตจากสารนี้มาก่อน โดยกรณีที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่มีการเสียชีวิตจากสารไพโรเจน ที่ทำหน้าที่เป็นสารดับเพลิง จะทำให้ก๊าซออกซิเจนในอากาศหมดไป

ขณะที่ในส่วนของสีสมอง พบว่า แตกต่างจากผู้เสียชีวิตปกติ ที่สมองจะมีสีซีด แต่ในกรณีนี้ ผู้เสียชีวิตมีสมองสีชมพูสดมากขึ้นกว่าปกติ ซึ่งต้องส่งไปตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด ว่าสารเคมีชนิดดังกล่าวมีปฏิกิริยากับสมองอย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับสารไพโรเจน หากสูดดมเกิน 15 นาที จะทำใหหมดสติและเป็นอันตรายถึงชีวิต ในลักษณะค่อยๆ หมดสติ จนไม่รู้สึกตัว

สำหรับญาติผู้เสียชีวิต ผู้บังคับการสถาบันนิติเวช ระบุว่า ขอให้ญาติผู้เสียชีวิตเดินทางมาแสดงตนขอรับศพ เนื่องจากสภาพศพยังอยู่ในสภาพปกติ สามารถระบุใบหน้าและรูปร่างได้อย่างชัดเจน

ส่วนทางด้าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยภายหลัง เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุระบบป้องกันอัคคีภัยขัดข้อง ในห้องนิรภัยที่ใช้เก็บเอกสารชั้นใต้ดิน ของอาคารเอสซีบี ปาร์ค ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และ ได้รับบาดเจ็บ 7 คน หลังเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารเข้าตรวจสอบเบื้องต้น ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ข้อสรุปในบางเรื่องแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะถูกดำเนินคดี

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องนิรภัยที่ใช้เก็บเอกสาร ส่วนในเรื่องของประตูนิรภัย เป็นการที่ผู้ที่เข้าไปปฏิบัติไม่ถือปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอน จึงเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อเร่งพิสูจน์ทราบถึงสาเหตุในครั้งนี้ และเชื่อว่าเมื่อผลการตรวจสอบออกมาจะเป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่าย

ส่วนการดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น เบื้องต้น อาจจะต้องดำเนินคดีอย่างน้อย 1-2 บริษัท และหากพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ก็จะดำเนินคดีทันที และเร่งรัดให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนอย่ากังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันธนาคารทำเต็มที่ที่สุดแล้ว

ที่มา>>>sanook

คดีเด็ด !! โจรลักจักรยานยนต์ แต่รถน้ำมันหมดกลางทาง-โดนเจ้าของยกพวกรุมอัด

 * คดีเด็ด !! โจรลักจักรยานยนต์ แต่รถน้ำมันหมดกลางทาง-โดนเจ้าของยกพวกรุมอัด *

โจรขโมยมอไซ น้ำมันหมด

โจรลักจักรยานยนต์ดวงกุด เจอรถน้ำมันหมด จอดโบกรถข้างทาง เจอเจ้าของรถยกพวกรุมอัดจับส่งตำรวจ

วานนี้ (12 มีนาคม 2559) เกิดเหตุคนร้ายลักรถจักรยานยนต์แต่ถูกเจ้าของรวบตัวไว้ได้ บริเวณถนนนราธิป ก่อนถึงแยกสันติสุข ช่วง 100 เมตร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชะอำ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุก็พบว่าคนร้ายคือ นายยุทธนา ปรีปิติ อายุ 42 ปี ถูกวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งควบคุมตัวไว้ในสภาพถูกจับนอนคว่ำกับพื้น มือไพล่หลัง เลือดกบปาก ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ที่ถูกขโมยจอดอยู่

จากการสอบถาม นายกิตติภูมิ เรืองฉาย อายุ 23 ปี เจ้าของรถจักรยานยนต์ เปิดเผยว่า คนร้ายขโมยรถจักรยานยนต์ของตนมาจากหน้าบ้าน ภายในซอยแก่นจันทร์ เมื่อตนได้ยินเสียงก็รีบวิ่งมาดู พบคนร้ายกำลังขี่รถจักรยานยนต์ของตนหนีไป จึงชวนกลุ่มเพื่อนบ้านมาร่วมกันติดตาม กระทั่งพบนายยุทธนาที่จอดรถจักรยานยนต์อยู่ข้างทาง กำลังโบกรถขอความช่วยเหลือเพราะน้ำมันหมด พวกตนจึงช่วยกันรวบตัวคนร้ายไว้ แต่อีกฝ่ายขัดขืนจึงได้รับบาดเจ็บ

โจรขโมยมอไซ น้ำมันหมด

ในส่วนของการสอบสวนนายยุทธนา ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริงโดยร่วมกับเพื่อนอีกคน ชื่อ นายปริญญา รักไทย หรือ เต้ย อายุ 24 ปี ซึ่งได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปก่อนหน้านี้ ที่ผ่านมาร่วมกันออกตระเวณลักรถในพื้นที่ภาคกลางมาหลายครั้งแล้ว

จากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถตามจับกุมนายปริญญาได้ที่บ้านพักย่านถนนไทรย้อย อ.ชะอำ พร้อมของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงควบคุมตัวทั้ง 2 คนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหาร่วมกันลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ในเวลากลางคืน

ภาพจาก เฟซบุ๊ก ข่าวเพชรบุรี โดยเพชรบุรีเคเบิ้ลทีวี

นิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กวาด 7 รางวัลพิราบน้อย

kaa

นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ สาขานวัตกรรมสื่อสารมวลชน กลุ่มวิชาเอกวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้คว้า 7 รางวัล “พิราบน้อย”ประจำปีการศึกษา 2558 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

โดยการประกวดหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ข่าวหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ข่าวสิ่งแวดล้อม และข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC Award) ในสถาบันการศึกษาต่างๆนั้นได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทยได้รับรางวัลพิราบน้อยนี้มาอย่างต่อเนื่องตลอด 11 ปี โดยภายในพิธีมอบรางวัล ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ และ อาจารย์ที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์หอข่าว ได้ร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษาด้วย

ที่มา>>>sanook new

อ.เฉลิมชัย ยังทึ่ง ! ศิลปินน้อย น้องภูผา แค่ 9 ขวบ แต่ฝีมือระดับอัจฉริยะ

 * อ.เฉลิมชัย ยังทึ่ง ! ศิลปินน้อย น้องภูผา แค่ 9 ขวบ แต่ฝีมือระดับอัจฉริยะ *

ศิลปินน้อย น้องภูผา

ศิลปินน้อย น้องภูผา

ศิลปินน้อย น้องภูผา

โซเชียลชื่นชม น้องภูผา ศิลปินน้อยอัจฉริยะ อายุเพียง 9 ขวบ แต่ฝีมือขั้นเทพจนอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ยังทึ่งในความสามารถ

กำลังเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์มากเลยทีเดียว สำหรับเด็กอัจฉริยะด้านศิลปะอย่าง น้องภูผา เด็กชายปรวุธ จิรมิตรมงคล วัย 9 ขวบ ที่ได้โชว์ลวดลายฝีมือ วาดภาพจิตรกรรมลายไทยอย่างชดช้อยสวยงาม จนเรียกได้ว่าแทบไม่อยากเชื่อ ว่าเป็นฝีมือของเด็กที่อายุน้อยขนาดนี้

น้องภูผา หรือ เด็กชายปรวุธ จิรมิตรมงคล เกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 เริ่มจับปากกาวาดภาพตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่ง เพราะคุณพ่อพาไปทำบุญที่วัด และได้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังและรูปปั้นพญานาค ก็รู้สึกชอบและเริ่มต้นวาดภาพ รวมถึงยังฝึกปรือฝีมือมาโดยตลอด

นอกจากนี้ น้องภูผา ยังได้มีโอกาสไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติอีกด้วย โดยอาจารย์เฉลิมชัยได้สอนในเรื่องของสัดส่วนและหน้าคน ซึ่งก็ช่วยให้ผลงานของตัวเองพัฒนาขึ้นมากเลยทีเดียว

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก น้องภูผาเขียนลายไทย เด็กชายปรวุธ จิรมิตรมงคล

ป.ป.ช.โต้ ‘ธาริต’ ยันให้ความเป็นธรรมเต็มที่

ป.ป.ช.

ป.ป.ช. ยืนยันให้ความเป็นธรรม “ธาริต” เต็มที่ โยนให้เป็นขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมตรวจสอบต่อไป เล็งส่งเรื่องถึงสำนักนายกฯ ภายใน 30 วัน เล่นงานทางวินัยต่อ

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 59 นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการร่ำรวยผิดปกติของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีที่ นายธาริต ตอบโต้ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยระบุ ป.ป.ช. ไม่ให้ความเป็นธรรม และใช้วิธีคำนวณทรัพย์สินไม่ถูกต้องว่า ไม่ขอตอบโต้ใดๆ ขอให้เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าการดำเนินการของ ป.ป.ช. เป็นไปอย่างยุติธรรมกับทุกฝ่าย ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ให้โอกาสนายธาริตเดินทางมาชี้แจงตลอด แต่นายธาริตไม่ใช้โอกาสดังกล่าว ส่วนการดำเนินการทางวินัยต่อ นายธาริต นั้น ป.ป.ช.จะส่งสำนวนและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี ต้นสังกัดของนายธาริต ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ชี้มูลความผิด เพื่อให้ต้นสังกัดดำเนินการต่อไป โดย ป.ป.ช.จะดำเนินการให้เร็วที่สุด.

ที่มา>>>ไทยรัฐออนไลน์

เหมือนแดนสนธยา! แม่เหยื่อโหดแก๊งโจ๋ปลาปาก วอน ตร.เร่งคดี

เหยื่อโหด1

อ.ปลาปาก จ.นครพนม ถูกเปรียบเป็นแดนสนธยา มีกลุ่มวัยรุ่นออกมาก่อเหตุเย้ยกฎหมาย จนชาวบ้านรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัย ล่าสุดแม่อดีตพลทหารที่ถูกตามยิงตายคารถ ออกมาวอน ตร.เร่งจับคนร้าย ยันลูกชายเป็นคนดี…

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเกิดเหตุแก๊งโจ๋ป่วนเมือง อ.ปลาปาก จ.นครพนม ประกาศศักดา ใช้อาวุธปืนยิงใส่นายพลวิชญ์ อินกอง อายุ 27 ปี อดีตพลทหาร อยู่บ้านเลขที่ 77 หมู่ 7 บ้านโคกกลาง ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จนเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณริมถนนสายปลาปาก – หนองฮี ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 500 เมตร เมื่อคืนวันที่ 9 มี.ค.59 ขณะผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์กลับจากไปเที่ยวงานชมหมอลำกับแฟนสาวและเพื่อน คือ นายสุวรรณ ปุ๋ยอบ อายุ 25 ปี

ล่าสุด นางพิมพ์นภา คำหาญ อายุ 48 ปี แม่ผู้ตาย พร้อมญาติพี่น้องได้ออกมาเรียกร้องให้ตำรวจเร่งรัดคดีติดตามตัวคนร้าย โดยเปิดเผยว่า ยังไม่ปักใจเชื่อว่าลูกชายจะมีปัญหาทะเลาะวิวาทถึงขั้นถูกยิงตาย เนื่องจากปกติ ลูกชายไม่เคยมีเรื่องกับใคร เพราะตนเลี้ยงลูกมา รู้ดี ผู้ตายเป็นลูกชายคนที่ 2 จากลูกทั้งหมด 3 คน หลังปลดทหารมาได้ 2 ปี ก็ไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด เพิ่งกลับมาได้แค่ 3 วัน ส่วนสามีเสียชีวิตได้เกือบ 10 ปีแล้ว ทำให้ลูกชายต้องดิ้นรนไปทำงาน ดูแลแม่กับครอบครัวมาตลอด จนกระทั่งกลับมาเยี่ยมแม่ไม่กี่วัน ได้ไปเที่ยวงานบุญกับเพื่อนที่รู้จักกัน ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทำให้ครอบครัวสูญเสียแบบรับไม่ได้ และยืนยันว่าพฤติกรรมลูกชายไม่ได้เกเรถึงขั้นเป็นนักเลง หรือหาเรื่องใคร คนในหมู่บ้านก็รู้ มีบ้างแค่ไปดื่มเหล้า เที่ยวกับเพื่อนเป็นธรรมดา แต่ไม่เคยทำร้ายร่างกายใคร หรือต้องคดีเลย

นางพิมพ์นภา กล่าวย้ำอีกว่า อยากวิงวอนให้ตำรวจให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว เร่งรัดจับคนร้ายให้ได้เร็วที่สุด จะได้รู้ว่ามาจากเรื่องอะไร เพราะตนไม่เชื่อว่าลูกชายจะมีเรื่องกับใครถึงขั้นฆ่าแกงกันได้ แต่เชื่อว่าเข้าใจกันผิดมากกว่า กังวลมากกลัวคดีจะล่ม ตอนนี้ครอบครัวต้องอยู่อย่างหวาดผวา ทั้งสูญเสีย และรู้สึกไม่มีความปลอดภัย จึงขอวอนตำรวจเร่งจับกุมคนร้ายให้ได้เร็วที่สุด

เหยื่อโหด2

ด้าน นางสาวธัญญรัตน์ แก้วพรหม อายุ 21 ปี แฟนสาวผู้ตาย เปิดเผยว่า คบหากับผู้ตายมานานร่วม 2 ปี อยู่ด้วยกัน ช่วยกันทำงานหาเงินดูแลครอบครัว ยืนยันว่าผู้ตายไม่เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาท หรือไปหาเรื่องใคร แต่ก็มีที่ไปเที่ยวกับเพื่อน ดื่มเหล้าบ้างธรรมดา วันเกิดเหตุตนไปด้วย ไม่มีเหตุมีเรื่องทะเลาะอะไรเลย จนกระทั่งขากลับ พากันขี่รถจักรยานยนต์กลับ ผู้ตายเป็นคนขี่ ตนนั่งซ้อนด้านหน้า และมีเพื่อนอีกคนนั่งหลังสุด ถึงที่เกิดเหตุมีชายสองคนสวมหมวกโม่งปิดใบหน้าขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็ว ประกบจ่อยิงแบบไม่ได้ตั้งตัว โดยเห็นว่าเป็นการตั้งใจจ่อยิงผู้ตายชัดเจน ทำให้ตนกับเพื่อนรอด แต่ยังคาใจว่ามีปัญหาเรื่องอะไร เพราะอยู่ด้วยกันตลอดไม่เคยมีเรื่อง หรือสาเหตุที่จะต้องลงมือกันรุนแรงขนาดนี้ เชื่อว่าคนที่ก่อเหตุเข้าใจผิดมากกว่า อยากให้ตำรวจเร่งรัดคดี เพราะถือว่าท้าทายกฎหมายบ้านเมืองมาก ความปลอดภัยของประชาชนไม่มีเลย และทุกวันนี้ทั้งตนและชาวบ้านในหมู่บ้านต้องอยู่กันอย่างหวาดผวา

สำหรับพื้นที่อำเภอปลาปาก จ.นครพนม ถือเป็นพื้นที่ที่มีเหตุวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง มีทั้งได้รับบาดเจ็บ และถึงขั้นเสียชีวิต รวมถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา แก๊งวัยรุ่นเหิมเกริม ทำร้ายตำรวจระดับสัญญาบัตรในพื้นที่จนเป็นคดีโด่งดังไปทั่วประเทศ แม้ว่าครั้งนั้นจะสามารถจับกุมคนร้ายได้ และอยู่ระหว่างการดำเนินคดี แต่ยังมีกลุ่มแก๊งขบวนการอื่นๆ ออกก่อเหตุเย้ยกฎหมายอยู่อีกมาก ชาวบ้านต่างหวาดผวา รู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน.

ที่มา>>>ไทยรัฐออนไลน์

ประทับใจ ! สาวรัสเซียเที่ยวเกาะช้างจนเงินหมด ตำรวจเข้าช่วย-รถตู้ไม่คิดเงิน

 * ประทับใจ ! สาวรัสเซียเที่ยวเกาะช้างจนเงินหมด ตำรวจเข้าช่วย-รถตู้ไม่คิดเงิน *

ฝรั่งเที่ยวเกาะช้างเงินหมด ฝรั่งเที่ยวเกาะช้างเงินหมด

สาวชาวรัสเซียติดใจเกาะช้าง เที่ยวเพลินเงินหมดตัดสินใจเดินเท้าเพียงลำพัง โชคดีชาวบ้านแจ้งตำรวจมาช่วยรับตัว ก่อนส่งขึ้นรถตู้ไปกรุงเทพฯ ด้านรถตู้ใจดีไม่ขอคิดเงิน

วันที่ 10 มีนาคม 2559 ร.ต.ท. มะนะ เพ็ชร์พงษ์ รอง สว.(ป) สภ.เขาสมิง ปฏิบัติหน้าที่ หน.ตู้ยามท่าโสม ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้เข้าไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติ ขณะเดินเท้าคนเดียวเพียงลำพัง มาจากท่าเรือเฟอร์รี่ อ่าวธรรมชาติ อ.แหลมงอบ จ.ตราด จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมประสานกับฝ่ายทหาร และเจ้าหน้าที่สนามบินตราดเพื่อให้ความช่วยเหลือ

จากการสอบถาม น.ส.ไอริน่า อายุ 24 ปี ชาวรัสเซีย เล่าว่า ตนได้เดินทางมาเที่ยวที่เกาะช้างกับเพื่อนอีก 4 คน แต่เพื่อนได้กลับไปก่อนแล้วประมาณ 3 วัน ส่วนตนตัดสินใจอยู่เที่ยวต่อจนหมดเงิน ทำให้ไม่มีค่ารถเดินทางกลับกรุงเทพฯ จึงตั้งใจจะเดินด้วยเท้าไปเรื่อย ๆ

หลังจากทราบเรื่องราวทั้งหมด เจ้าหน้าที่ก็ตัดสินใจจะให้ความเหลือแก่ น.ส.ไอริน่า แต่ปรากฏว่า น.ส.ไอริน่า ปฏิเสธที่จะรับการช่วยเหลือและขอเดินเท้าต่อไป ด้วยความกังวลว่า น.ส.ไอริน่า จะได้รับอันตราย เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ จึงได้ขับรถติดตามไป พร้อมประสานกับตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อขอให้พาล่ามชาวรัสเซียมาช่วยเกลี้ยกล่อม จนสุดท้าย น.ส.ไอริน่า ยินยอมรับความช่วยเหลือในที่สุด

ต่อมา เจ้าหน้าที่จึงพา น.ส.ไอริน่า มาพักที่โรงแรมเป็นการชั่วคราว 1 คืน และเช้าวันที่ 3 มีนาคม ก็ได้พา น.ส.ไอริน่า มาขึ้นรถตู้โดยสารสายตราด-กรุงเทพฯ เพื่อไปลงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เนื่องจาก น.ส.ไอริน่า ต้องการเดินทางไปหาเพื่อนซึ่งพักอยู่ที่โรงแรมย่านสีลม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้มอบเงินสด จำนวน 500 บาท แก่ น.ส.ไอริน่า เพื่อไว้ใช้จ่ายในการเดินทาง ขณะที่คนขับรถตู้ ก็ใจดีไม่คิดค่าโดยสารกับ น.ส.ไอริน่า แต่อย่างใด

ภาพจาก เฟซบุ๊ก สถานีตำรวจภูธรเขาสมิง จังหวัดตราด