‘น้ำชา’รับทะเลาะแฟนหนุ่มจริง-หลังโพสต์ดราม่าอนาคตที่วางไว้พังทลาย เคลียร์แล้ว

วันที่ 25 พ.ค. นักแสดงสาว น้ำชา-ชีรณัฐ ยูสานนท์ ให้สัมภาษณ์ขณะมาร่วมงานบวงสรวงซีรี่ส์ Lovey Dovey แผนร้ายนายเจ้าเล่ห์ ที่อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส ถึงเรื่องที่ตนโพสต์ข้อความลงไอจีส่วนตัวเชิงตัดพ้อเรื่องความรักกับแฟนหนุ่ม รับทะเลาะกันจริงแต่เคลียร์แล้วโดย น้ำชา เผยว่า “คือก็มีทะเลาะกันนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไร เคลียร์จบด้วยดี อะไรที่ไม่เข้าใจ ก็ต้องเคลียร์ ส่วนความสัมพันธ์ตอนนี้ก็ดีค่ะ ยังเหมือนเดิม แต่อาจจะมีโมเมนต์ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ถ้าอันไหนที่เคลียร์แล้วไม่เข้าใจอยู่ดี ก็ต้องเลยตามเลย”ที่มีปัญหากันเพราะเราทำงานหนักจนไม่มีเวลาหรือเปล่า

“ใช่ค่ะ ช่วงนี้ชาทำงานเยอะมาก ไม่มีเวลาเหมือนแต่ก่อนเลย อาจจะมีปัญหานิดหน่อย เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะพูดอะไร ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาก็ได้”

มีปัญหากันบ่อยกลัวสถานภาพเราจะห่างกันไปเลย

“ไม่นะคะ เราอายุใกล้จะ 30 แล้ว มันไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ในโลกนี้หรอก ทุกคนต้องปรับจูนกัน แต่ถ้าปรับจูนแล้วยังจูนไม่ติดก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ในโพสต์นั้นพูดคล้ายๆ ว่าเรามองอนาคตร่วมกัน เส้นทางที่วางไว้พังทลายลง

“ก็ดราม่านิดหน่อยตามประสาผู้หญิง เรื่องอนาคตก็คุยกันบ้าง แต่เรื่องนี้นอกจากความรู้สึกแล้วต้องมีความมั่นคงในชีวิตด้วย ไม่ใช่แค่รักแล้วมีอนาคตร่วมกันเลย ต้องมีความมั่นคงในชีวิตด้วย เราดูแลตัวเองเต็มที่และพร้อมที่จะดูแลเขาหรือยัง เขาเองเต็มที่กับความมั่นคงในชีวิตหรือยัง”

จะหาเวลาไปเติมความหวานไหม

“ยังไม่มีเวลาจริงจัง” ดินเนอร์ล่าสุดถือว่ากระชับความสัมพันธ์ไหม

“แป๊บเดียวเอง ทานข้าวเสร็จก็กลับบ้าน”

ก่อนหน้านี้ดูเราสวีตกันมากกว่านี้

“ทุกอย่างปล่อยไปตามธรรมชาติ ช่วงไหนจะดีก็ให้มันดีเวอร์ ช่วงไหนจะทะเลาะก็ทะเลาะ แล้วแต่ความรู้สึกของคนเรามันเปลี่ยนไปเรื่อย”

 

เรียกว่าหวานน้อยลงไหม

“เหมือนเดิมนะ แต่เหมือนเรารู้จักกันมากขึ้น ถ้าคนเราคบกันมาได้สักระยะ ตอนนี้เกือบจะ 3 ปีแล้ว เริ่มจะเห็นทุกอย่างของแต่ละคน”

ปรับแล้วเขาเอาใจมากขึ้นไหม

“ก็ไม่นะ เขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรกไม่เคยเปลี่ยนแปลงเรื่องการดูแล”

คาดหวังกับรักครั้งนี้ขนาดไหน

“50เปอร์เซ็นต์ ไม่อยากคาดหวังอะไร ทุกอย่างต้อง 50:50 ต้องเผื่อใจไว้เจ็บบ้าง ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าถ้าเราคาดหวังหรือมั่นใจกับมันมากไป ต้องเผื่ออีกครึ่งหนึ่งไว้เจ็บด้วย ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ แต่เราต้องรู้ว่าอะไรที่เป็นไปได้”

เหมือนเราไม่มั่นใจ

“ไม่ใช่ไม่มั่นใจ แต่เผื่อใจไว้ก็ดี ชาว่าตัวเขาเองก็ต้องเผื่อ ทุกคนบนโลกที่มีความรักหรือแม้แต่คนที่แต่งงานกันแล้วยังต้องเผื่อเลย ต้องเซฟหัวใจตัวเองด้วย”

ตอนนี้ยังโอเคกันอยู่ไหม

“โอเคค่ะ”

ได้คุยกันจริงจังถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไหม

“มีนะคะ คุยกันว่าชาต้องปรับเรื่องอะไร และเขาต้องปรับเรื่องอะไร ให้เข้าใจตรงกัน มันก็ดีขึ้นนะ เราต้องปล่อยวางและเดินหน้าต่อไป ถ้ายึดติดกับทุกอย่างเราคงไม่มีความสุข”

กลัวเป็นปัญหาสะสมไหม

“ไม่ค่ะ เพราะเคลียร์แล้ว ชาเป็นคนที่ไม่ชอบมีอะไรคาใจ มีปัญหาปุ๊บเคลียร์ปั๊บ”

ที่มา>>>ข่าวสด

ทหารพราน32 บุกค้นบ้านเอเย่นต์ยาเสพติด จับหนุ่มวัย 19 ยึดของกลางยาบ้า-ฝิ่นดิบ

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. พ.อ.อัศม์พงษ์ นิลพันธุ์ ผู้บังคับการกรมทหารพราน 32 พร้อมด้วย ร.ท.รัตนะ พูลสวัสดิ์ ผบ.ร้อย.ทพ.3204 สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอทุ่งช้าง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งช้าง เข้าปิดล้อมตรวจค้น บ้านเลขที่ 113 บ.ปางแก ม.7 ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน หลังสายการข่าวสืบทราบว่า มีบุคคลเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาหลบซ่อน จากการตรวจค้นสามารถจับกุมตัวนายสุริยัน อบเชย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายศาลจังหวัดน่าน(สาขาปัว) ที่ 1/2559 ลงวันที่ 22 ม.ค.59 ว่ากระทำผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย” และขยายผลจับกุมตัวนายพงษ์เทพ แซ่โง้ว อายุ 19 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 37 เม็ด ฝิ่นดิบ น้ำหนัก 10 กรัม พร้อมอุปกรณ์การเสพ, อาวุธปืนยาวไทยประดิษฐ์ จำนวน 3 กระบอก อาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนลูกกรดขนาด .22 มม. ไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 25 นัด จากการสอบสวนทราบว่า ยาบ้าทั้งหมดซื้อมาจากบุคคลไม่ทราบชื่อ จากจังหวัดเชียงราย แล้วนำมาส่งให้จำหน่ายในราคาเม็ดละ 100 บาท พนักงานสอบสวน.สภ.ทุ่งช้างฯ ได้ตรวจยึดของกลางและนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมสอบสวนเพื่อขยายผลต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

พายุฝนถล่มกระบี่! ซัดสะพานขาด-ต้นไม้ใหญ่ 100 ปี ล้มทับเสาไฟหักโค่น

จ.กระบี่ ฝนตกหนักต่อเนื่องจนน้ำไหลท่วม กัดเซาะสะพานถนนสายอ่าวลึก-มะรุ่ย จนขาดราว 5 ม. รถสัญจรไม่ได้ ส่วนที่ ถ.เพชรเกษม อิทธิพลจากลมกระโชกแรง ทำต้นไม้ใหญ่อายุกว่า 100 ปี ล้มทับเสาไฟฟ้าหักโค่น กระทบ ปชช.

วันที่ 24 พ.ค.59 จากภาวะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ จ.กระบี่ โดยเฉพาะที่อำเภออ่าวลึก ผลปรากฏว่าน้ำได้ท่วมสวนของชาวบ้านและไหลลงคลองปากลาว หมู่ที่ 2 ต.นาเหนือ อ.อ่าวลึก จนล้นตลิ่งกัดเซาะสะพาน ถนนสายอ่าวลึก-มะรุ่ย ซึ่งเป็นเส้นทางลัดจากกระบี่ไปยังจังหวัดพังงา ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเปิดใช้สะพานเบี่ยงจนขาด เป็นระยะทางประมาณ 5 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ต้องใช้เส้นทางถนนเพชรเกษมเพียงอย่างเดียวต้นไม้ขนาด 3 คนโอบ อายุกว่า 100 ปี ล้มทับสายไฟฟ้าแรงสูง แรงต่ำ และสายโทรศัพท์ จนทำให้เสาไฟฟ้าหัก

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำป้ายไปกั้นบริเวณทางแยกอำเภออ่าวลึก เพื่อให้ผู้ใช้ถนนได้รับทราบ ซึ่งถนนสายดังกล่าวจะย่นระยะทางในการเดินทางระหว่าง จ.กระบี่ และพังงา ได้ประมาณ 10 กิโลเมตร นอกจากนั้น น้ำยังได้ท่วมสวนปาล์มน้ำมันและสวนยางที่อยู่ด้านบนอีกจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ที่ริมถนนเพชรเกษม ม.1 ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ ฝนและลมที่กระโชกแรง ได้ทำให้ต้นไม้ขนาด 3 คนโอบ อายุกว่า 100 ปี ล้มทับสายไฟฟ้าแรงสูง แรงต่ำ และสายโทรศัพท์ จนทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นลงมา ทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกระบี่ ได้ระดมเจ้าหน้าที่เข้าไปรื้อต้นไม้ และเร่งปักเสาไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ ต.เขาคราม และ ต.ทับปริก ซึ่งเบื้องต้นได้ตัดกระแสไฟฟ้า เปลี่ยนมาใช้อีกเมนหนึ่งเป็นการชั่วคราวแล้ว.น้ำท่วมล้นตลิ่งกัดเซาะสะพาน ถนนสายอ่าวลึก-มะรุ่ย ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเปิดใช้สะพานเบี่ยงจนขาด

ที่มา>>>Thairath

ชาวดอกคำใต้ขุดพบต้นตะเคียนทอง ใต้อ่างเก็บน้ำป่าซาง แห่ขอหวยกันตรึม

ใกล้หวยออก!! พระ ชาวบ้าน อำเภอดอกคำใต้ แห่ขุดพบต้นคะเคียนทองอายุหลายร้อยปีจมใต้น้ำอ่างเก็บน้ำป่าซางขึ้นมา จากนั้นจึงแห่กันกราบไหว้ เอาแป้งลูบ นำน้ำอบมาประพรมเพื่อขอโชค โดยถือเป็นต้นแรกของ อ.ดอกคำใต้ที่พบเจอ จึงหวังจะมีปาฏิหาริย์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 พ.ค. พระครูวิธานนิมมานกิจ (ครูบาบุญช่วย) เจ้าคณะตำบลป่าซาง เจ้าอาวาสวัดศรีเมืองมูล(บ้านค่า) ต.ป่าซาง อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา พร้อมคณะสงฆ์และชาวบ้านตำบลป่าซาง กว่า 100 คน ช่วยกันทำพิธีบวงสรวงและพิธีศาสนาเพื่อเอาต้นตะเคียนทองที่จมอยู่ใต้น้ำในอ่างเก็บน้ำป่าซาง อายุหลายร้อยปีใกล้กับพระธาตุจ๋ำแว่ หมู่ 9 ต.ป่าซาง อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ขึ้นมา ตามความฝันของครูบาบุญช่วย หลังเอาขึ้นมาและเคลื่อนย้ายไปไว้ที่วัดศรีเมืองมูล ได้มีชาวบ้านแห่เอาแป้งน้ำหอมประพรมลูบต้นตะเคียนขอโชคลาภ ต่างพากันได้เลขเด็ดกันไปตามๆ กันคณะสงฆ์และชาวบ้านตำบลป่าซาง กว่า 100 คน ช่วยกันทำพิธีบวงสรวงและพิธีศาสนาเพื่อเอาต้นตะเคียนทองที่จมอยู่ใต้น้ำในอ่างเก็บน้ำป่าซาง

จากการเปิดเผยของพระครูวิธานนิมมานกิจ (ครูบาบุญช่วย) ทราบว่า ก่อนจะมีการพบต้นตะเคียนทองได้ฝันเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่มาเข้าฝัน และบอกคาถาให้ถ่องให้ได้ และประตูถ้ำจะเปิด เมื่อท่องถาคาได้ ต่อมาวันที่ 16 พ.ค.59 เวลาบ่าย ได้มีการขุดลอกอ่างเก็บน้ำป่าซาง เมื่อรถแบ็กโฮขุดดินในอ่างลงลึกประมาณ 4 เมตร ก็พบท่อนไม้ตะเคียนทองยาว 16 เมตร กว้าง 1.50 เมตร วางขวางอยู่ปากถ้ำ รถแบ็กโฮจึงขุดขึ้นมาไว้ข้างบน จนกระทั่งทางพระและชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำพิธีบวงสรวงและขอเอามาเก็บไว้ในวัดศรีเมืองมูล ตามความฝัน และเชื่อว่าความฝันเป็นจริง ชายที่รูปร่างสูงใหญ่ดำ ต้องเป็นต้นตะเคียนทองอย่างแน่นอน และขณะที่เคลื่อนย้ายทำพิธีขนย้ายก็เคลื่อนง่ายมากไม่ติดขัดอะไร ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้มีชาวบ้านช่วยกันขนย้าย แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกมาได้ทั้งที่ขนขึ้นรถแล้ว จนทางพระและชาวบ้านทำพิธี จึงทำการขนย้ายขึ้นรถเทรลเลอร์ที่ทางนายวรวิทย์ บุรณศิริ นายก อบจ.พะเยา ให้การสนับสนุน มาทำการเคลื่อนย้ายมาเก็บไว้ที่วัดได้สะดวก และที่น่าแปลก คือ ขณะทำพิธีได้เกิดท้องฟ้ามืดไม่มีแสงแดดสาดส่องแต่อย่างใด อากาศมืดครึ้ม สร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนที่มาร่วมพิธี และการขุดค้นพบต้นตะเคียนทองต้นนี้ ถือว่าเป็นการขุดค้นพบเป็นต้นแรกของอำเภอดอกคำใต้ชาวบ้านแห่เอาแป้งน้ำหอมประพรมลูบต้นตะเคียนขอโชคลาภ ต่างพากันได้เลขเด็ด

ต้นตะเคียนทองจมอยู่ใต้น้ำในอ่างเก็บน้ำป่าซางถูกนำขึ้นมาสำเร็จ

สำหรับบรรยากาศในวัดหลังจากที่เอาต้นตะเคียนมาแล้ว ก็ได้มีบรรดาพระ ชาวบ้าน ทั้งในตำบล และต่างตำบลต่างพากันมาดูพร้อมกับจุดธูปเทียนกราบไหว้ บางคนเอาแป้งลูบ เอาน้ำอบน้ำหอมประพรม เพื่อขอโชคลาภในการขอเลขเด็ด.ขณะทำพิธีได้เกิดท้องฟ้ามืดมืดครึ้ม สร้างความประหลาดใจแก่ผู้ที่ร่วมงาน

เอาขึ้นมาแล้วก็เคลื่อนย้ายไปไว้ที่วัดศรีเมืองมูล

ที่มา>>>Thairath

ช็อก! โทมิตะ ไอดอลสาวชื่อดังญี่ปุ่น โคม่า โดนแฟนคลับกระหน่ำแทง 20 แผล

(ภาพจากทวิตเตอร์ @Tomitamayu)

สุดช็อก…มายู โทมิตะ ไอดอลสาวชาวญี่ปุ่น แห่งวงเซเคร็ต เกิร์ลส์ อาการโคม่าหลังถูกแฟนคลับหนุ่มใช้มีดกระหน่ำแทงเข้าที่คอและหน้าอกถึง 20 แผล ที่สถานีรถไฟในกรุงโตเกียว

เมื่อ 23 พ.ค. สื่อท้องถิ่นในญี่ปุ่นรายงานข่าว เกิดเหตุร้ายแรงคาดไม่ถึงเมื่อ มายู โทมิตะ ไอดอลสาวชาวญี่ปุ่นวัย 20 ปี แห่งวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘เซเคร็ต เกิร์ลส์’ (Secret Girls) ถูกแฟนคลับหนุ่มที่ชอบติดตามเธอ ใช้มีดแทงเข้าที่บริเวณลำคอและหน้าอกถึงกว่า 20 แผล ที่เขตโคงาเนอิ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้โทมิตะได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการโคม่า และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้จุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน โดยขณะนี้เธอยังไม่รู้สึกตัว559000005306403ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยกับนักข่าวว่า หลังเกิดเหตุร้ายกับไอดอลสาว ตำรวจได้จับกุมนายโทโมฮิโร อิวาซากิ วัย 27 ปี หลังจากมีพยานหลายคนชี้ว่าเขาเป็นคนใช้มีดทำร้ายโทมิตะ ที่สถานีรถไฟมูซาชิ-โคงาเนอิ และต่อมา นายอิวาซากิได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาได้ใช้มีดแทงโทมิตะจริง โดยแหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจกรุงโตเกียว ยังเผยว่า สาเหตุที่นายอิวาซากิใช้มีดแทงโทมิตะ เพราะไม่พอใจที่เธอคืนของขวัญเขาที่เขามอบให้ โดยไม่ยอมอธิบายหรือชี้แจงใดๆ เลยภาพจากทวิตเตอร์ @Tomitamayu : มายู โทมิตะ

เจแปนไทม์ส รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรจได้ไปยังที่เกิดเหตุ หลังได้รับแจ้งเหตุร้าย โดยพบมีดเปื้อนเลือด และนายอิวาซากิยืนอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น โดยเขายอมรับว่าใช้มีดแทงโทมิตะ ขณะที่แหล่งข่าวเผยว่า ตำรวจเตรียมจะจับกุมนายอิวาซากิในฐานะตกเป็นผู้ต้องหาพยายามฆ่า1463911053_dd0142f0-1ff0-11e6-9777-749fedcc73f5_1280x720ทั้งนี้ โทมิตะ มีกำหนดจะขึ้นโชว์ร้องเพลงในคืนวันที่เกิดเหตุ ที่อาคารโคงาเนอิ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟมูซาชิ-โคงาเนอิ ประมาณ 300 เมตรเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงโตเกียวชี้ว่า โทมิตะ อาจตกเป็นเหยื่อของคนที่ชอบติดตามคนดัง โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โทมิตะเพิ่งไปแจ้งตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวว่า เธอถูกชายชื่อ อิวาซากิ คอยติดตาม ทั้งส่งข้อความมากมายผ่านบล็อกและทวิตเตอร์ของเธอ.

ที่มา>>>Thairath

2 นักปีนเขาดับสลด บนยอดเอเวอเรสต์ ล้มป่วยอีก 30 สูญหาย 2

สลด…2 นักปีนเขาชาวดัตช์และออสเตรเลีย เสียชีวิตขณะปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ขณะที่ มีนักปีนเขาชาวอินเดียอีก 2 คน กำลังหายสาบสูญ และนักปีนเขาอีก 30 คนเกิดล้มป่วย

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเกิดเหตุนักปีนเขาเอเวอเรสต์ อีกประมาณ 30 ราย ได้ล้มป่วยจากภาวะเนื้อเยื่อถูกทำลายเพราะความเย็นจัด หลังจากก่อนหน้านี้ มีนักปีนเขาเอเวอเรสต์ เสียชีวิตไปแล้วถึง 2 ราย คือ นายเอริค แอรีย์ อาร์โนลด์ นักปีนเขาชาวเนเธอร์แลนด์ เสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.หลังจากปีนไปถึงยอดเขา และมาเรีย สตรีดอม นักปีนเขาหญิงชาวออสเตรเลีย วัย 34 เสียชีวิตเมื่อ 21 พ.ค. ขณะลงจากยอดเขาจากอาการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวในภาวะที่มีออกซิเจนน้อยบนที่สูงได้ ซึ่งถือเป็นนักปีนเขา 2 รายแรก ที่เสียชีวิตในฤดูปีนเขาเอเวอเรสต์ปีนี้

บีบีซี รายงานด้วยว่า ได้รับรายงาน มีนักปีนเขาชาวอินเดีย 2 คน ได้หายไปขณะปีนเขาถึงบริเวณที่เรียกว่า ‘เขตมรณะ’ หรือ เดธ โซน ซึ่งอยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 พ.ค.ข่าวแจ้งว่า ถึงแม้นักปีนเขารู้ดีถึงอันตรายจากการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ยังคงมีนักปีนเขาจำนวนมากหลั่งไหลมาเมื่อถึงฤดูปีนเขาเอเวอเรสต์ โดยหลังจากทางการเนปาลได้เปิดให้นักปีนเขาเข้ามาปีนยอดเขาเอเวอเรสต์อีกครั้ง ได้ตั้งแต่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา มีนักปีนเขาสามารถปีนถึงยอดเขาเอเวอเรสต์แล้วเกือบ 400 คน

ที่มา>>>Thairath

วิว-อาร์สยาม แจ้ง ตร.เอาผิดมือมีด เปิดเสื้อโชว์แผล ยันถูกแทงจริง

วิว-ชัชวาล ศิลปินอาร์สยาม ที่ตกเป็นข่าวถูกแทงท้อง 2 แผล ขณะไปเที่ยวผับย่านเลียบด่วนรามอินทรา เข้าแจ้งความสน.โชคชัย ยืนยัน ถูกแทงจริง แผลก็แผลจริง ทีแรกไม่อยากแจ้งความ แต่ผู้ใหญ่บอกให้แจ้ง เพราะเป็นคดีอาญา และเพื่อปกป้องตัวเอง

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 20 พ.ค. ที่ สน.โชคชัย นายก้องภพ ประมงค์ อายุ 31 ปี หรือ วิว-ชัชวาล อาร์สยาม ศิลปินค่ายเพลงอาร์สยามในเครือ บมจ.อาร์เอส พร้อมด้วย น.ส.มยุรี พันธนาม หรือ ดาว มยุรี นักร้องนักแสดง และนายอนันต์ชัย ชัยเดช ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.อลงกรณ์ ศิริสงคราม รอง ผกก.(สอบสวน) สน.โชคชัย เพื่อแจ้งความดำเนินคดีและให้ติดตามผู้ที่ใช้อาวุธมีดแทงตนเองหลังไปดื่มกินที่ผับแห่งหนึ่ง ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น.วันที่ 13 พ.ค.(เช็กวงจรปิด ล่ามือแทง ‘วิว อาร์สยาม’)วิว-อาร์สยาม (คนกลาง)

นายก้องภพ กล่าวว่า วันนี้เดินทางเข้ามาชี้แจงและแจ้งความกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งเราเป็นฝ่ายที่โดนกระทำ จริงๆ แล้วที่มาในวันนี้ไม่ใช่คิดที่จะมาแก้แค้น แต่เข้ามาแจ้งความเพื่อที่จะปกป้องตัวเอง เพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของตัวเอง ซึ่งตนยังต้องทำงาน ร้องเพลงและยังเป็นศิลปินอยู่ ถ้าวันหนึ่งถูกคู่กรณีกลับเข้ามาทำร้ายอีกคงยอมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ก็ขอฝากถึงสื่อมวลชน ว่าตนเป็นฝ่ายถูกกระทำ โดยในวันเกิดเหตุตนถูกตบหัวก่อน และยังตามมาทำร้ายที่บริเวณด้านนอกของร้านอีก โดยใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่ชายโครงของตน ถึง 2 ครั้งจนล้มลง ส่วนที่ข่าวว่าเป็นแผลปลอม หรือเป็นการสร้างกระแสตรงนี้ต้องขอบอกเลยว่าแผลนั้นเป็นแผลจริงๆ ซึ่งโดนแทงถึง 2 แผล โดยมีพี่ มยุรี และผู้ใหญ่ในวงการเป็นห่วงตั้งแต่วันแรก ซึ่งในเรื่องของคดีตนให้ทนายอนันต์ชัย เป็นผู้ดูแลวิว โชว์บาดแผล

หนุ่มวิว กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุจูงใจที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากตน และกลุ่มเพื่อน 8-9 คน ได้ไปดื่มกินในงานวันเกิดของเพื่อน ที่ผับย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ส่วนกลุ่มผู้ที่ก่อเหตุ นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงข้ามกัน ประมาณ 3-4 คน ซึ่งระหว่างที่ดื่มกินอยู่นั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุมีท่าทีโวยวายก่อนจะถูกทางร้านเชิญออกไปข้างนอกเพื่อตักเตือน จากนั้นทางกลุ่มเพื่อนของตนก็ได้เดินไปเต้นบริเวณโต๊ะของกลุ่มผู้ก่อเหตุ เนื่องจากไม่มีคนอยู่แล้วและบริเวณดังกล่าวก็เป็นพื้นที่ที่สามารถเต้นได้ ก่อนที่ฝ่ายกลุ่มผู้ก่อเหตุจะเดินกลับเข้ามาที่เดิมและได้มีท่าทีไม่พอใจกลุ่มเพื่อนของตนที่ไปเต้นในพื้นที่ของพวกเขา จึงเกิดมีปากเสียงกัน และมีการตบหัวตนก่อน ซึ่งตนก็ได้เรียกผู้ที่ตบหัวตนให้เดินออกไปคุยกันบริเวณด้านนอกร้าน ก่อนจะเกิดชุลมุนกันขึ้น ระหว่างนั้นพนักงานของผับได้เข้าห้าม ก่อนที่ตนจะถูกอาวุธมีดแทง 2 ครั้งและล้มลง

“ตอนแรกก็ไม่คิดจะเอาความใดๆ กับผู้ก่อเหตุ แต่ว่าทางผู้ใหญ่ได้แนะนำว่าให้ไปแจ้งความไว้ เพื่อจะได้เป็นรูปคดีขึ้นมา เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคดีอาญา จึงได้เดินทางเข้ามาแจ้งความเพื่อป้องกันตัวเอง” วิว ชัชวาล กล่าว จากนั้นได้เปิดเสื้อโชว์บาดแผลให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย

ทางด้าน พ.ต.ท.อลงกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนประสานฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุ หากพบผู้กระทำผิด ก็จะนำตัวมาสอบสวนพร้อมทั้งแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ พกพาอาวุธมีดไปในเมือง ทางสาธารณะ ชุมชน โดยไม่มีเหตุอันควร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>Thairath

เร่งค้นหาอียิปต์แอร์ตกวันที่ 2! ชี้อาจโดนจี้-บึมพลีชีพ-ระเบิดตั้งเวลา

เจ้าหน้าที่อียิปต์ กรีซ ฝรั่งเศส เร่งค้นหาเครื่องบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบิน MS804 เป็นวันที่ 2 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญการบิน สันนิษฐานสาเหตุเครื่องบินตก อาจเป็นไปได้ทั้งโดนวางระเบิดแบบตั้งเวลา มีสลัดอากาศจี้เครื่องบิน หรือไม่ก็มือระเบิดพลีชีพ

เมื่อ 20 พ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้า โศกนาฏกรรมเครื่องบินโดยสาร แอร์บัส A320 ของสายการบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบิน MS 804 ซึ่งนำผู้โดยสาร 56 คนและลูกเรืออีก 10 คน ทะยานออกจากกรุงปารีส เมืองหลวงฝรั่งเศสมายัง กรุงไคโร หายไปบริเวณตะวันออกของทะเลเมดิเรเนียน เมื่อเช้าวันที่ 19 พ.ค.59 ว่า ทีมเจ้าหน้าที่จากอียิปต์ กรีซ และฝรั่งเศส กำลังเร่งค้นหาซากเครื่องบินเป็นวันที่ 2 แต่ยังไม่พบเศษซากชิ้นส่วนใดๆ ของเครื่องบิน รวมทั้งสัมภาระของผู้โดยสารแต่อย่างใด

ส่วนเว็บไซต์ เดอะ มิเรอร์ เผยสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกนั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญ และนักวิเคราะห์ได้แสดงความเห็นกรณี สัญญาณเรดาร์ แสดงให้เห็นว่า เครื่องบินแอร์บัสA320 ลำดังกล่าว มีการหักศอกกะทันหัน 2 ครั้ง โดยครั้งแรก หักไปทางซ้าย และครั้งที่สอง หักมาทางขวา จนเครื่องบินตกวูบลงกว่า 25,000 ฟุต ก่อนตกทะเลว่า ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการบินคนหนึ่ง ชี้ว่า การหักเครื่องบินเป็นมุมแคบเช่นนี้ สามารถบ่งบอกให้เห็นว่า อาจมีการต่อสู้ในห้องนักบิน เกิดการจี้เครื่องบินโดยสลัดอากาศ ทำให้นักบินสูญเสียการควบคุมบังคับเครื่อง จนตกทะเลในที่สุดเรือของกองทัพเรืออียิปต์เร่งค้นหาซากช้ินส่วนเครื่องบินในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินคนอื่นๆ มีความเห็นว่า อาจมีการตั้งระเบิดเวลาไว้บนเครื่องบินก่อนเครื่องบินลำนี้จะมาถึงปารีส ซึ่งคล้ายคลึงกับเหตุการณ์เครื่องบินโดยสารของสายการบินแพนแอม เที่ยวบิน 103 ระเบิดเหนือเมืองล็อคเคอร์บี ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2531 เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิต 259 ราย และประชาชนเบื้องล่าง เสียชีวิตด้วยอีก 11 ราย รวมเป็น 270 ราย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็มีความเห็นแตกต่างว่า บางทีอาจมีมือระเบิดพลีชีพก่อเหตุระเบิดเครื่องบินลำนี้ก็เป็นได้ทั้งนี้ เครื่องบินแอร์บัส A320 เที่ยวบิน MS804 นั้น ได้ทำการบินถึง 5 เที่ยวแล้วในวันนั้น โดยก่อนหน้า ได้บินจากปารีส ไปยังไคโร และบินกลับมายังปารีส จากนั้นไปตูนิเซีย และอิริเทรีย ซึ่งการบินเช่นนี้ ถือเป็นการบินที่ปกติของแอร์บัส A 320 โดยข่าวยังแจ้งว่า ก่อนเครื่องบินลำนี้จะทะยานออกจากท่าอากาศยานชาร์ลส์เดอโกลในกรุงปารีส ได้จอดอยู่ที่สนามบินแค่เพียง 90 นาที อย่างไรก็ดี ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญการบิน ชี้ว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยที่สนามบินกรุงไคโร, กรุงตูนิส เมืองหลวงตูนิเซีย และในประเทศเอริเทรีย ถือว่ายังหละหลวม ซึ่งทำให้ง่ายต่อการก่อการร้าย

ที่มา>>>Thairath

วอนช่วย! ‘ซีโฟร์’ เด็กพิเศษกตัญญู หอบข้าว ร.ร. ดูแลแม่ป่วยไตระยะสุดท้าย

วอนผู้ใจบุญ! ช่วย ‘น้องซีโฟร์’ เด็กพิเศษยอดกตัญญูวัย 8 ขวบ ฐานะยากจน หอบข้าวกลางวันโรงเรียนมาดูแลแม่วัย 50 ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย และอีกหลายโรค ส่วนผู้เป็นพ่อแยกทางกันตั้งแต่แม่ป่วยหนัก…

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบน้องซีโฟร์ หนูน้อยวัย 8 ขวบ หอบข้าวกลางวันจากโรงเรียนดูแลแม่ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ขณะที่ผู้เป็นแม่ เผยปลงกับชีวิตหลังเป็นหลายโรคไม่รู้จะสิ้นใจวันไหน ห่วงแต่ลูกน้อยเป็นเด็กพัฒนาการช้า เกรงไม่ได้เรียนต่อ เมื่อสิ้นใจภาพของเด็กชายธเนศ ใจแสน หรือน้องซีโฟร์ อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้น ป.2 เดินถือถุงข้าวและแกงจากโรงเรียนกลับบ้าน ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตรเรื่องราวความกตัญญูของหนูน้อยรายนี้ถูกเปิดเผยโดย นางอำนวย ศรีคราม อายุ 50 ปี (สมาชิกสภาเทศบาล ตำบลโพธิ์ศรี) ชาว ต.โพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เล่าว่า ตนเองลงพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งโรงเรียนบ้านโพธิ์ศรี ต.โพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ได้พบเด็กชายธเนศ ใจแสน หรือน้องซีโฟร์ อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้น ป.2 เดินถือถุงข้าวและแกงจากโรงเรียนกลับบ้าน ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร จึงสอบถามได้ความว่า น้องซีโฟร์ เป็นบุตรชายของ น.ส.วลีรักษ์ แก้วหิน อายุ 42 ปี ชาว ต.โพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ซึ่งป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 โรคเลือดจาง และอีกหลายโรค

นางอำนวย เล่าต่อว่า รู้จัก น.ส.วลีรักษ์ มานานหลายปี ครอบครัวของ น.ส.วลีรักษ์ มีอยู่ด้วยกัน 2 คน คือน้องซีโฟร์และ น.ส.วลีรักษ์ ไม่มีอาชีพและรายได้ เนื่องจากป่วยหนักจากโรคไตเรื้อรัง และอีกหลายโรค สามีได้แยกทาง ทำให้ต้องใช้ชีวิตกันตามลำพัง โดยมีทางชุมชนเองก็ได้ให้การดูแลช่วยเหลือ ด้วยการแบ่งปันอาหาร ข้าวสาร และเงินทองให้ใช้จ่ายเวลาเดินทางไปโรงพยาบาลตามกำลังทรัพย์ ระยะหลังการช่วยเหลือก็ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ตนจึงได้นำเรื่องของ น.ส.วลีรักษ์ ไปปรึกษากับ พ.ต.อ.สนอง บุญเกิด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพิบูลมังสาหาร จนท่านรับปากจะช่วยเหลือ พร้อมทั้งมีสื่อมวลชนเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวนางอำนวย ศรีคราม อายุ 50 ปี ผู้เผยชีวิตของน้องซีโฟร์

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าบ้านน้องซีโฟร์ เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวท้ายหมู่บ้าน ภายในบ้านมีตู้เสื้อผ้าเก่านำมากั้นเป็นห้อง 1 ใบ โทรทัศน์เก่า 14 นิ้ว 1 เครื่อง ตู้เย็นเก่า 1 เครื่อง ที่นอน หมอน มุ้ง หลังคาสังกะสี สนิมกินมีรอยรั่วหลายแห่ง ห้องน้ำไม่มีประตู อยู่ห่างจากตัวบ้านประมาณ 20 เมตร พบ น.ส.วลีรักษ์ สภาพอิดโรยหายใจหอบเร็ว ตัวซีดเหลือง นั่งดมยาหม่องอยู่ข้างบ้าน

น.ส.วลีรักษ์ เล่าถึงชีวิตของตนเองว่า ตนเองได้ป่วยเป็นโรคเลือดมาตั้งแต่กำเนิด ต่อมา ม้ามก็มีขนาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ หมอแนะนำให้มีการผ่าตัด แต่การผ่าตัดก็ไม่สามารถยืนยันว่าจะหายหรือไม่ มีโอกาสรอด 50/50 ตนเลือกไม่ผ่า ทนมาจนถึงปี 47 จึงตัดสินใจเข้าผ่าตัด เพราะไม่สามารถที่จะมาถ่ายเลือดได้ตลอด หลังจากที่ผ่าตัดแล้ว ปี 51 ก็ตั้งท้องลูก ขณะนั้นก็มีโรคไตแทรกเข้ามาด้วย หลังจากคลอดลูก เกิดภาวะไตวายต้องทำการฟอกเลือดมาตลอด สามีเห็นเราป่วยหนักก็แยกทางไม่เคยติดต่อกลับมา ทุกวันนี้ต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 3 วัน ไม่สามารถทำงานได้ กินอยู่ใช้จ่ายทุกวันนี้ ก็ได้มาจากชาวบ้านที่หยิบยื่นให้ อาศัยข้าววัดในช่วงเช้า ช่วงเย็นลูกชายก็จะเอาข้าวกลางวันที่เหลือจากโรงเรียนมาทาน ค่ารถค่าเดินทางก็อาศัยหยิบยืม ขอพี่ชายบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขอบ่อย เพราะพี่ชายก็มีครอบครัวที่ต้องดูแลน้องซีโฟร์ กับมารดา น.ส.วลีรักษ์ ที่ป่วยโรคไตมาหลายปี

น.ส.วลีรักษ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ตนได้ปลงกับชีวิตแล้ว หากเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ว่าซีโฟร์ ลูกชายสุดที่รักของตนซึ่งไม่เหมือนเด็กคนอื่น มีพัฒนาการที่ช้า เป็นเด็กพิเศษ มีโรคประจำตัวเป็นโรคเลือด ลิ้นหัวใจรั่ว ไม่แข็งแรง จะดำรงชีวิตอย่างไร ความฝันของตนอยากจะขอผู้ใจบุญในสังคมช่วยเหลือทุนการศึกษาของลูกชาย และค่าใช้จ่ายในการไปฟอกไตที่โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร

นางสุภาจิต สืบภา ครูประจำชั้นน้องซีโฟร์ กล่าวจากการที่ตนเป็นครูประจำชั้นลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้านนักเรียน สามารถพูดได้เลยว่าสภาวะความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้อยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะแม่ไม่มีรายได้ พ่อก็มาทิ้งไป อีกทั้งแม่ก็ยังป่วย ตัวของเด็กเองก็มีโรคประจำตัวหลายโรค เป็นเด็กพิเศษด้วย เป็นโรคเลือดด้วยเม็ดเลือดขาวเยอะกว่าเม็ดเลือดแดงลิ้นหัวใจรั่ว การทำกิจกรรมก็จะไม่เหมือนเพื่อน แต่น้องซีโฟร์ถือว่าเป็นเด็กที่มีความกตัญญูมาก บางครั้งตัวเองยังดูแลตัวเองลำบาก แต่ซีโฟร์ไม่เคยบกพร่องในการดูแลแม่ ทำงานบ้าน แม่ป่วยก็จะไปตาม อสม.ให้เรียกรถ 1669 มารับแม่ไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะในวันที่แม่ไปฟอกไตไม่มีแรงอ่อนเพลีย ซีโฟร์จะเป็นคนทำงานบ้าน เดินไปขอข้าวจากวัดมาให้แม่กิน

สำหรับท่านใดที่ต้องการช่วยเหลือทุนการศึกษา หรือชีวิตความเป็นอยู่ สามารถบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาพิบูลมังสาหาร เลขที่บัญชี 020069589257 ชื่อบัญชี ช่วยเหลือผู้ยากไร้ น.ส.วลีรักษ์ แก้วหิน หรือติดต่อ 08-5414-3810 นางอำนวย ศรีคราม อายุ 50 ปี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลโพธิ์ศรี.

ที่มา>>>Thairath

รับศพกลับบ้านเกิด ‘ดร.ณัฐพล’ เหยื่อยิง 2 ศพ พ่อเศร้าลูกเพิ่งมาเยี่ยม

ญาติที่เศร้ารอรับศพ‘ดร.ณัฐพล ชุมวรฐายี’เหยื่อยิง2ศพ พุทธวิชชาลัย เตรียมสถานที่บำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดชุมพร พ่อเผยลูกชายเพิ่งมาเยี่ยมกลับไปเมื่อ15 พ.ค.นี้เอง บอกว่าได้รับมอบหมายดูแลเรื่องงบประมาณ และงานก่อสร้างอาคารในมหาวิทยาลัย…

จากเหตุอุกอาจบุกฆ่าด็อกเตอร์ 2 ศพ ดร.พิชัย ชัยสงคราม และ ดร.ณัฐพล ชุมวรฐายี ถูกยิงเสียชีวิตคาโต๊ะประชุมพุทธวิชชาลัย อาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ส่วนคนก่อเหตุคือ ดร.วันชัย ดนัยตโมนุช อายุ 60 ปี ใช้อาวุธปืนยิงสังหารทั้งสอง ก่อนจะขับรถนิสสัน อัลเมร่า สีน้ำตาล 2 กพ 4721 กรุงเทพมหานคร หลบหนีไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับแล้ว กำลังเร่งติดตามตัว เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 พ.ค.59 ที่ผ่านมา

ที่ จ.ชุมพร ซึ่งภูมิลำเนาของครอบครัว ดร.ณัฐพล ชุมวรฐายี อายุ 54 ปี หนึ่งในเหยื่อกระสุน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ค.59 บรรยากาศที่บ้านเลขที่ 15/4 หมู่ 4 ต.นาทุ่ง อ.เมืองชุมพร ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ ดร.ณัฐพล เป็นบ้านปูนชั้นเดียวสร้างอยู่กลางสวนผสมหรือสวนสมรม ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ได้มีบรรดาญาติพี่น้องคนสนิทเพื่อนบ้านได้มานั่งพูดคุยและช่วยจัดเตรียมบ้าน เพื่อรอรับศพ ดร.ณัฐพล กลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณียังบ้านเกิด ซึ่งจะนำศพกลับมาถึงช่วงเย็นของวันนี้

นายอัถพล ชุมวรฐายี อายุ 52 ปี น้องชาย ดร.ณัฐพล กล่าวว่า พี่ชายตนเป็นคนนิสัยร่าเริง เป็นคนพูดคุยมีเหตุมีผล จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของพี่ชายและจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วด้วยขณะที่ สิบเอกลาศ ชุมวรฐายี อายุ 85 ปี บิดาของ ดร.ณัฐพล ผู้เสียชีวิต กล่าวว่ารู้สึกตกใจแทบช็อกเมื่อรู้ข่าวว่าลูกชายถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งลูกชายเพิ่งจะกลับมาเยี่ยมตน ร่วมงานแต่งงานญาติ และงานเลี้ยงรุ่นศิษย์เก่าโรงเรียนศรียาภัย เพิ่งจะเดินทางกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง

สิบเอก ลาศ กล่าวต่อว่า โดยปกติ ดร.ณัฐพล ลูกชายตนเป็นคนไม่ค่อยเล่าเรื่องงานเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง เป็นคนเรียบร้อย นิสัยดี ญาติๆ และเพื่อนๆ รักกันทุกคน แต่กลับมาบ้านหนนี้ ดร.ณัฐพลลูกชาย บอกว่าช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเพราะได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องงบประมาณ และการก่อสร้างอาคารในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และอีกหลายแห่งในต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าวที่ลูกชายพูดถึง อาจจะเป็นชนวนเหตุของการบุกยิงในครั้งก็ได้.

ที่มา>>>Thairath