ไทยร้อนจัดขั้นวิปริต!! นาซาโชว์ภาพดาวเทียม อุณหภูมิสูงสุดในรอบ56ปี

(ขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ gizmodo.com)

คนไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนสุดๆ ภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาแสดงให้เห็นคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมประเทศไทย ในเดือนเมษายน อุณหภูมิสูงสุดถึง 44.4 องศา ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 56 ปี

เว็บไซต์ gizmodo.com เผยแพร่ภาพคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทย โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ชี้ให้เห็น สภาพอากาศของไทยในเดือนเมษายน 2559 ร้อนจัดมาก ถึงแม้ อากาศในเดือนเมษายนของไทยในหลายปีที่ผ่านมา จะร้อนเสมอเพราะเป็นฤดูร้อน แต่เมษายน ปีนี้ แตกต่างไปจากปีที่ผ่านๆ มา อากาศร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศในไทย ช่วงเดือนเมษายน ทะลุกว่า 40 องศาเซลเซียส และสูงสุดถึงขั้น 44.27 องศาเซลเซียส

สำหรับภาพถ่ายดาวเทียม แสดงคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยดังกล่าวของนาซา จัดทำขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมตรวจสอบสภาพอากาศ 2 ดวง คือ เทอร์ราและอาคัวของนาซา ซึ่งแสดงให้เห็น บริเวณประเทศไทยทางภาคกลางตอนบน ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสีเหลือง ซึ่งถือเป็นบริเวณอากาศร้อนจัดที่สุด ขณะที่ประเทศอินเดีย ในภูมิภาคเอเชียใต้ก็มีสีเหลือง คือเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนจัดเช่นกัน ซึ่งจากอากาศที่ร้อนจัดในประเทศไทย ได้สร้างสถิติ อุณหภูมิสูงสุดถึง 44.44 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 56 ปีเลยทีเดียวดินแตกระแหง ฝนไม่ตกมานาน

นอกจากนั้นแล้ว จากคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงที่สุดในช่วง 65 ปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลไทยได้แจ้งเตือนให้ดูแลสุขภาพ ไม่ควรทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนจัด ดื่มน้ำให้มาก และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย อย่างเช่น ท้องเสีย

ที่มา>>>Thairath

30 ปี ‘เชอร์โนบิล’ โรคร้ายยังส่งต่อ-เหยื่อภัยพิบัติถูกทอดทิ้งในเงามืด

(ภาพ: AFP)

เมื่อวันอังคารที่ 26 เม.ย. เป็นวันครบรอบ 30 ปี การระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เชอร์โนบิล ทางเหนือของประเทศยูเครน เมื่อปี 1986 ซึ่งทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และเปลี่ยนมุมมองของโลกที่มีต่อพลังงานนิวเคลียร์ไปตลอดกาล

ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 30 ปี จากหายนะในครั้งนั้น ความรู้สึกหวาดกลัวได้เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ภัยมืดจากผลกระทบของกัมมันตภาพรังสี ยังทำร้ายชีวิตผู้คนที่อาศัยใกล้เมืองเชอร์โนบิล เด็กจำนวนมากเกิดมาพร้อมกับโรคแต่กำเนิด หรือโรคมะเร็งหายาก ขณะที่การปฏิบัติจากภาครัฐทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเริ่มรู้สึกว่า พวกเขาถูกทางการทอดทิ้งแล้ว

เจ้าหน้าที่ของโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ถือเทียนในพิธีไว้อาลัยแก่เจ้าหน้าที่และพนังงานดับเพลิงที่เสียชีวิตตอนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิด (ภาพ: REUTERS)จุดเริ่มต้นมหันตภัยนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดในโลก

ภัยพิบัติเชอร์โนบิล เริ่มขึ้นจากการที่วิศวกรทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็น และระบบทำความเย็นฉุกเฉินของแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่การทดสอบล่าช้าจนถึงช่วงกลางคืน ก่อนเกิดแรงดันไอน้ำสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติไม่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 หลอมละลาย และเกิดระเบิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันที่ 26 เม.ย. 1986

ผลจากการระเบิด ทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศยาวนานถึง 10 วัน ขี้เถ้าปกคลุมทางตะวันตกของสหภาพโซเวียต, ยุโรปตะวันออก, ยุโรปตะวันตก และยุโรปเหนือ พื้นที่กว่า 200,000 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 71% ของประเทศเบลารุส, รัสเซีย และยูเครน ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ทำให้ทางการของทั้ง 3 ประเทศต้องอพยพประชาชนรวมกว่า 336,000 คนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ขณะที่พื้นที่รัศมี 30 กม. รอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ถูกประกาศให้เป็นเขตอันตราย (exclusion zone)

เหตุระเบิดครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีหลังเกิดระเบิด จำนวน 31 คน โดยเป็นคนงานภายในโรงงานเชอร์โนบิล ขณะที่ รายงานในการประชุม ‘เชอร์โนบิล ฟอรัม’ ในปี 2005 ระบุว่า ในอนาคตอาจมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสีอีกกว่า 4,000 คน

เมืองปริปยัต ใกล้เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่เกิดระเบิด กลายเป็นเมืองร้างมานาน 30 ปี (ภาพ: AP)ผลกระทบต่อสุขภาพยังดำเนินมาถึงปัจจุบัน

เป็นประเด็นถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่า กัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนอย่างไร ที่เห็นชัดที่สุดคือการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งหายาก โดยการศึกษาของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติ (UNSCEAR) ในปี 2005 พบว่ามีเด็กและผู้เยาว์ป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์มากถึง 6,000 ราย

UNSCEAR ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าจะเกิดข้อบกพร่องทางพันธุกรรมในระยะยาว โดยพบทารกที่เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในปีแรกๆ หลังเหตุภัยพิบัติเชอร์โนบิล

ในปัจจุบัน แม้ระดับการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในหลายพื้นที่จะลดระดับลงมา แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ยังถูกพบเห็นในประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขตอันตราย โดย ดร.เรเชล เฟอร์เลย์ กุมารแพทย์ชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ‘สะพานสู่เบลารุส’ (Bridges to Belarus) ระบุว่า เธอเคยทำคลอดหญิงที่สัมผัสกับกัมมันตภาพรังสีหลายรายในเมืองโกเมล ของ เบลารุส และพบว่ามีเด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับความพิการ ทารกคนหนึ่งเกิดมามี 2 หัว

ดร.เฟอร์เลย์ ยังพบด้วยว่า ในหมู่เด็กกว่า 800 คนในเมืองโกเมล ที่มูลนิธิของเธอให้การดูแล กว่าครึ่งป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ ทั้งที่ตลอดชีวิตการทำงานในอังกฤษของเธอ เธอพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์เพียง 2 คนเท่านั้น

ครอบครับของวิคตอเรีย เวโตรวา ในเมืองซาลีชานี ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ลูกของเธอคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งไทรอยด์ (ภาพ: AP)ด้าน ศาสตราจารย์คอนสแตนติน โลกานอฟสกี จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งชาติยูเครน ผู้ศึกษากผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีต่อสุขภาพในระยะยาว ก็ออกมาเปิดเผยว่า กัมมันตภาพรังสีมีผลกระทบต่อเซลล์ประสาท

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพิสูจน์แล้วว่าเซลล์ประสาทแบ่งตัว ดังนั้นมันจึงเสี่ยงอันตรายจากกัมมันตภาพรังสีมาก โดยเฉพาะเซลล์ในส่วนฮิปโปแคมปัส และสมองส่วนหน้า ซึ่งทำให้เกิดความบกพร่องต่างๆ เช่น ความบกพร่องทางสติปัญญา, ทางพฤติกรรม, ทางความคิด และทางอารมณ์ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า จนกระทั่งฆ่าตัวตายได้” ศาสตราจารย์โลกานอฟสกี กล่าว

“แน่นอนว่าผู้สะสางสารกัมมันตภาพรังสีขั้นสุดท้าย (ที่เชอร์โนบิล จำนวนกว่า 500,000 คน), ผู้อพยพ, และเด็กๆ ได้รับกัมมันตภาพรังสีในระดับสูงสุด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนเหล่านี้ส่งต่อผลกระทบไปยังลูกของพวกเขา หรือส่งต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน”

มาเรีย อูรูปา หญิงชาวยูเครนวัย 80 ปีผู้อาศัยอยู่ในเขตอันตราย ใกล้โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล (ภาพ: AFP)30 ปีให้หลัง เหยื่อกลับถูกทิ้งในเงามืด

ขณะเดียวกัน ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดว่าปนเปื้อนรังสีใกล้กับเขตอันตรายในยูเครน ยังคงต้องใช้ชีวิตไปตามอัตภาพอย่างเงียบๆ พร้อมกับปัญหาสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่ง ดร.ออคซานา คาดุน หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลอีวานคอฟ ในยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้เขตอันตรายที่สุด ระบุว่า มีเด็กกว่า 4,000 คนในเขตปนเปื้อนมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้คนจำนวนมากจำต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่อันตรายเช่นนี้อย่างไม่มีทางเลือก อย่างเช่นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตที่ 4 ซึ่งถูกประกาศเป็นเขตปนเปื้อนรังสี แต่ไม่มากถึงขนาดต้องอพยพ ผู้คนทำงานในที่ดินเล็กๆ ด้วยมือเปล่า ไม่มีเงินแม้จะซื้ออาหาร ต้องเพาะปลูกอาหารของตัวเอง และปศุสัตว์บนที่ดินที่พวกเขารู้แก่ใจว่าปนเปื้อนรังสี “เราใช้ในสิ่งที่เรามี” นางอันนา โปโกเรโลวา ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนี้กับลูก 2 คน กล่าว

ท่ามกลางปัญหาทางสุขภาพ รวมทั้งปัญหาในด้านสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสี รัฐบาลยูเครนกลับดำเนินการตัดลดเงินทุน และสิทธิ์ประโยชน์สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีในหลายภูมิภาคของประเทศ และจัดประเภทเขตที่เคยถูกจัดให้เป็นเขตปนเปื้อนรังสีใหม่ด้วย

มาตรการเหล่านี้หมายความว่า เหยื่อภัยพิบัติเชอร์โนบิล จะไม่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างที่เคยได้ เช่น ยา ทุนการศึกษา และค่าเดินทาง โดยรัฐบาลยูเครนซึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงิน และเสี่ยงผิดชำระหนี้ต่างประเทศ อ้างว่าพวกเขาต้องเลือกตัวเลือกที่ยากลำบากเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด แต่ผู้ได้รับผลกระทบหลายคนกลับรู้สึกว่า รัฐบาลพยายามที่จะไม่สนใจสภาพของพวกเขามากกว่า

“เรามีความรู้สึกว่า พวกเขาอยากให้พวกเราตายไปเสียที” นาเดชดา มาคาเรวิช อดีตชาวเมืองปริปยัต ซึ่งตั้งอยู้ใกล้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ที่สุด กล่าว

โดมกักกันขนาดใหญ่เพื่อนำไปครอบปิดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 จะสร้างเสร็จในปลายปีหน้าซึ่งคาดว่าจะป้องกันรังสีรั่วไหลได้นานถึง 100 ปี (ภาพ: AP)

ที่มา>>>Thairath

ช็อก! อาบู ไซยาฟ มีแผนลักพาตัว แมนนี่ ปาเกียว สังหาร ปธน.ฟิลิปปินส์

(แมนนี่ ปาเกี่ยว  นักมวยชื่อดังชาวฟิลิปินส์(คนกลาง)

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เผยเอง กลุ่มติดอาวุธ อาบู ไซยาฟที่เพิ่งก่อเหตุสะท้านโลก ฆ่าตัดคอตัวประกันชาวแคนาดา มีแผนร้ายหมายลอบสังหารตน และลักพาตัวแมนนี่ ปาเกียว นักมวยชื่อดังของฟิลิปปินส์ เดชะบุญ‘แผนแตก’เสียก่อน

เมื่อ 28 เม.ย.59 สื่อต่างประเทศรายงานข่าวระทึก ประธานาธิบดีเบนิกโน อาคีโน ที่ 3 แห่งฟิลิปปินส์ ออกมาเปิดเผยด้วยตนเอง กลุ่มมุสลิมติดอาวุธ อาบู ไซยาฟ ในฟิลิปปินส์ อาจมีแผนร้ายหมายจะสังหารตน รวมทั้ง บุกลักพาตัว แมนนี่ ปาเกียว นักมวยชื่อดัง และ ยังต้องการมีแผนก่อวินาศกรรม วางระเบิดโจมตีในกรุงมะนิลา หวังโชว์ศักยภาพ เพื่อขอเงินสนับสนุนการก่อการร้ายจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธ‘รัฐอิสลาม’หรือไอซิสที่เคลื่อนไหวอยู่ในอิรักและซีเรีย เพียงแต่แผนร้ายเหล่านี้ของอาบู ไซยาฟ แพร่งพรายเสียก่อน ทำให้กองทัพฟิลิปปินส์พยายามปราบปรามกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ประธานาธิบดีเบนิกโน อาคีโน เดินทางมาเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มอาบู ไซยาฟ ที่เมืองซาโบนกา บนเกาะมินดาเนา

ประธานาธิบดีเบนิกโน อาคีโน ซึ่งใกล้จะหมดวาระดำรงตำแหน่งในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ กล่าวถึงกรณีที่นายจอห์น ริดส์เดล ชาวแคนาดา วัย 68 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวประกันที่ถูกกลุ่มอาบู ไซยาฟ บุกจับตัวเรียกค่าไถ่จากรีสอร์ต ทางภาคใต้ของประเทศ ตั้งแต่ก.ย.58 ถูกฆ่าตัดศีรษะอย่างเหี้ยมโหด โดยตำรวจได้พบศีรษะของเขาถูกนำมาทิ้งในเมืองโจโล บนเกาะซูลู เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากกลุ่มอาบู ไซยาฟไม่ได้รับเงินค่าไถ่ เมื่อเลยกำหนดเส้นตายว่า เขาได้ส่งหนังสือแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของนายริดส์เดล พร้อมกับเผยว่าขณะนี้ กลุ่มอาบู ไซยาฟยังคงมีตัวประกันชาวต่างชาติไว้ในอุ้งมืออีกประมาณ 20 คน.

ที่มา>>>Thairath

งามหน้า! คลิปชายฉกรรจ์ รุมทำร้ายครอบครัวชาวอังกฤษ ที่หัวหิน จับแล้ว 3 เหลืออีก 1

เดินชนกันเป็นเหตุ! ครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ถูกทำร้ายสลบเหมือดกลางซอย หลังมีเรื่องกับกลุ่มชายฉกรรจ์ขณะมึนเมา ในวันสงกรานต์ที่หัวหิน จับได้แล้ว 3 ยังหลบหนีอีก 1 ตำรวจออกหมายจับแล้ว…

วานนี้ (27 เม.ย.) มีรายงานว่าเฟซบุ๊ก Seangprajuab Newspaper ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เผยคลิปจากกล้องวงจรปิดของเทศบาลเมืองหัวหิน ที่ถูกบันทึกไว้ช่วงกลางดึกเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 13 เมษายน บริเวณปากซอยบิณฑบาต หน้าวัดหัวหิน ขณะนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 3 คนซึ่งเป็นพ่อแม่ลูก ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ทำร้ายบาดเจ็บสาหัส หลังมีเหตุกระทบกระทั่งจากการเดินชนกันขณะร่วมงานสงกรานต์ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ขณะเดียวกันคลิปดังกล่าวได้ถูกสื่อต่างชาติหลายแห่ง อาทิ เทเลกราฟ เดอะมิเรอร์ เดลี่เมล์ นำไปตีแผ่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงสนั่นโซเชียล

ล่าสุด พ.ต.อ.ไชยกร ศรีหล้าเดโช ผกก.สภ.หัวหิน เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามจับผู้ก่อเหตุได้แล้ว 3 ราย คือ นายสุภัทรา ใบทอง อายุ 32 ปี นายยิ่งใหญ่ แสงคำอินทร์ อายุ 32 ปี นายศิวะ นกศรี อายุ 20 ปี โดยทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าลงมือจริง สาเหตุเกิดจากการเดินชนกันและมีอาการมึนเมา ขณะที่ยังมีผู้ร่วมก่อเหตุหลบหนีอีก 1 ราย ซึ่งขณะนี้รู้ชื่อสกุลและออกหมายจับแล้ว

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาผู้ก่อเหตุทั้ง 3 ราย ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ขณะเดียวกันเตรียมนัดสืบพยานล่วงหน้าในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ ก่อนที่นักท่องเที่ยวสามีภรรยาชาวอังกฤษจะบินกลับประเทศ ส่วนลูกชายขณะนี้ได้บินกลับประเทศล่วงหน้าไปแล้ว.

ที่มา>>>Thairath

สะเทือนใจ วัวแม่ลูก หนีโรงฆ่าสัตว์เตลิดเข้าวัด คนแห่ช่วยไถ่ชีวิต

b2e30209-4268-49e0-b8b2-14e49ec4cebc_1461716891สุดเวทนา วัว 2 แม่ลูกวิ่งหนีตายเตลิดมาจากโรงฆ่าสัตว์ เข้ามาพักพิงในรั้ววัด เจ้าของตามจะมาขอคืน พระสงฆ์-ชาวบ้าน ระดมช่วยหาเงินบริจาค จนสามารถำไถ่ชีวิตได้สำเร็จ

เมื่อวานนี้ (26 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก วัดท่ามะยม ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา พระสงฆ์และชาวบ้าน ต่างพากันมามุงดูวัว 2 แม่ลูก ที่เพิ่งจะช่วยกันระดมเงินบริจาคมาไถ่ชีวิต หลังจากที่วัวทั้ง 2 ตัว เพศเมียทั้งคู่ ตัวแม่มีอายุประมาณ 3 ปี และตัวลูกอายุประมาณ 1 ปี ได้หลุดออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ในบริเวณใกล้เคียง แล้วเข้ามาหลบอยู่ภายในวัด

acac064f-9281-4cf2-ab2e-e94d723daec6_1461716891ต่อมาชาวบ้านได้ช่วยกันจับไว้ นำมาให้เจ้าอาวาสวัดดูแลไว้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็พบว่า มีเจ้าของวัวมาตามเพื่อขอวัวคืน เนื่องจากจะนำไปเข้าโรงฆ่าสัตว์ จนเจ้าอาวาสวัดและญาติโยม ต้องขอร้องเจ้าของวัว เพื่อช่วยกันระดมเงินบริจาคมาไถ่ชีวิตไว้ ซึ่งได้ข้อตกลงกันว่า จะต้องนำเงินมาไถ่ชีวิตวัวทั้ง 2 ตัว ราคา 40,000 บาท35face68-ee29-4dbb-a916-41c81f508a37_1461716891ทั้งนี้ พระวินัยธรดนัย ยโสธโร เจ้าอาวาสวัดท่ามะยม เปิดเผยว่า วัว 2 แม่ลูกนี้ เพิ่งหนีออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งอยู่ห่างจากวัดนี้ไปประมาณ 2 กิโลเมตร โดยชาวบ้านนำตัวมาให้ช่วยระดมรับบริจาคเงินไปไถ่ชีวิตไว้ ซึ่งครั้งแรกเจ้าของวัวตั้งราคาไว้ที่ 60,000 บาท เพื่อไถ่ชีวิตวัวทั้ง 2 ตัวนี้ แต่ตนได้ขอบิณฑบาตไว้จนยอมลดให้เหลือ 40,000 บาท

ดังนั้นภายหลังจากที่ได้ตกลงกันกับเจ้าของวัวแล้ว จึงมาปรึกษาหารือกับชาวบ้าน เนื่องจากเงินของวัดก็ไม่มีเงินจำนวนมากขนาดนั้น เมื่อชาวบ้านทราบข่าวผ่านทางเฟซบุ๊คของวัด จึงได้มีชาวบ้านผู้ใจบุญ พากันมาบริจาคหลายราย จนกระทั่งช่วงบ่าย สามารถระดมเงินบริจาคได้มากถึงกว่า 100,000 บาท จึงทำให้รู้สึกตกใจมาก ไม่นึกว่าจะมีผู้ใจบุญมากขนาดนี้0e05854f-3911-41e8-a4db-3229731715a1_1461716890ทางวัดจึงได้มีเงินพร้อมที่จะนำไปไถ่ชีวิตวัว 2 ตัวนี้ ส่วนเงินที่เหลือ ก็จะเก็บไว้ทำคอกให้อยู่ รวมทั้งไว้ใช้ซื้อหญ้ามาเป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งชาวบ้านได้ช่วยกันตั้งชื่อวัว 2 ตัวแล้ว โดยตัวแม่มีชื่อว่า “ดวงดี”ส่วนตัวลูกชื่อว่า “ดวงมี” โดยทางวัดจะเลี้ยงพวกมันไว้จนแก่ตายไปตามธรรมชาติ พระวินัยธรดนัยฯ กล่าว

ที่มา>>>Sanook

คลิปสยอง สาวรักเจ้านายมาก ใส่ปัสสาวะในน้ำผลไม้ให้กิน

คลิปสยอง สาวรักเจ้านายมาก ใส่ปัสสาวะในน้ำผลไม้ให้กิน

(27 เม.ย.) โลกออนไลน์ได้แชร์คลิปที่หลายคนเห็นแล้วชวนสยอง ในเพจ ศูนย์รวมคลิปเด็ด ได้เผยแพรคลิปที่ใช้ชื่อว่า “รักเจ้านายมาก แอบใส่ปัสสาวะในน้ำผลไม้ให้กิน” ในภาพปรากฎเป็นห้องครัวที่มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังทำน้ำผลไม้ แต่ปรากฎว่ามีหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้วยกันระหว่างที่สาวอีกคนเดินออกจากห้องไปแล้ว หญิงสาวรายนี้ได้ทำการปัสสาวะในแก้วน้ำ จากนั้นได้เดินนำมาเทใส่แก้วน้ำผลไม้

หลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่บอกว่าเห็นแล้วสยองแทนเจ้านาย หรือบางคนบอกว่าอาจจะเป็นคลิปตัดต่อก็เป็นได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก เพจ ศูนย์รวมคลิปเด็ด

ที่มา>>>Sanook

ทำไมต้องเจ๊จู? เปิดใจเจ้าของเพจดัง ‘เจ๊จู วัสดุก่อสร้าง’ ตั้งใจขายของหรือไวรัลการตลาด

โด่งดังถล่มทลายในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเปิดหน้าฟีคไปหน้าไหนก็ต้องเจอคำว่า “เจ๊จู” สำหรับแฟนเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า I-JU วัสดุก่อสร้าง เนื้อหาในแฟนเพจเป็นภาพหญิงสูงวัยสวมแว่นตา ทำผมยกสูงตีกระบังอลังการ พร้อมกับแคปชั่นในภาพที่นำวลีเด็ดเรื่องความรัก มาเปรียบเปรยกับวัสดุก่อสร้างต่างๆ แถมยังทิ้งท้ายด้วยมุกการขายของที่ใช้ชื่อว่า “เจ๊จู วัสดุก่อสร้าง

งานนี้เรียกว่า ถูกอกถูกใจชาวโซเชียลกันยกใหญ่ เพราะไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่า เจ๊ขายวัสดุก่อสร้าง จะมาสร้างไวรัลการตลาดที่น่าสนใจขนาดนี้ ขณะที่ชาวเน็ตส่วนหนึ่งก็เริ่มตั้งข้อสงสัยเจ๊จูคนดังมีตัวตนจริงๆ หรือเปล่า เพราะเบอร์ที่ทิ้งท้ายไว้ให้กลับติดต่อไม่ได้ล่าสุด สายตรวจโซเชียล ไทยรัฐออนไลน์ ขอเกาะกระแสความดังของเจ๊จูไปด้วย การพาไปเจาะลึกเบื้องหลังจากแอดมินแฟนเพจเจ๊จู พูดคุยกับ นายไผท ผดุงถิ่น ซีอีโอ เจ้าของบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด และนายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ เขาคือใครกันแน่ เชื่อว่า คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยก็ได้ ตามไปอ่านกันเลย

-เจ๊จู มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นแผนโปรโมทการตลาด?

เจ๊จูเป็นแผนการตลาด ผมทำ บริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด เป็นธุรกิจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์วงการก่อสร้าง และอีคอมเมิร์ซการก่อสร้าง จุดเริ่มต้นมาจาก ก่อนหน้านี้ ได้สร้างหนังโฆษณาของตัวละครชื่อเฮียอู๋ ซึ่งโพสต์เป็นกระแสไวรัลผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กของ builk thailand มาก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มคิดเรื่องต่อไปเป็นเรื่อง เจ๊จู แต่คร่าวนี้อยากให้เนื้อหามันสมจริงสมจัง ก็เลยสร้างเพจขึ้นมาใหม่ และบังเอิญมีคนสนใจและแชร์กันเยอะ ก็เลยต้องคิดต่อให้ครบ ล่าสุดวันนี้ทางแฟนเพจเจ๊จูก็ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอเฉลยแล้วว่า เจ๊จูเป็นใคร เรียกว่าเป็นสีสันทางการตลาดดีกว่าครับ

-หลังจากเฉลยแล้ว แฟนเพจเจ๊จู จะเป็นอย่างไรต่อไป?

เป็นพนักงานในบริษัทฯ ตอนนี้มี 3 คน รวมถึงตัวผมเองด้วย ที่คอยตอบลูกเพจ รวมถึงธีมทำหนังโฆษณาก็เป็นพนักงานในบริษัทฯเช่นเดียวกัน-ตัวตนจริงๆของเจ๊จู คือใคร

เจ๊แกคือ นักแสดงเอ็กซ์ตร้าที่จ้างมาครับ

-แรงบันดาลใจในคาแรคเตอร์ของเจ๊จูมาจากไหน?

จริงๆ คาแรคเตอร์ของเจ๊จู มาจากไหน “เจ๊จง หมูทอด” เขาเป็นคนที่ไฮเทค ใช้สังคมออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับเอาคาแรคเตอร์ของผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างที่ไม่ไฮเทคเข้ามาผสมด้วย จึงออกมาเป็น เจ๊จู-คิดว่ากระแสโด่งดังของเจ๊จู มาจากไหน?

แฟนเพจเพิ่งจะเปิดในช่วงหลังวันสงกรานต์ที่ผ่านมานี่เอง แต่จู่ๆ ก็มีคนเข้ามาแชร์จนกลายเป็นไวรัล รวมถึงเซเลปหลายๆ ก็เข้ามาช่วยแชร์ด้วย โดยที่ยังไม่มีใครรู้ว่าเจ๊จูคือใคร ส่วนเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุไว้ในภาพเป็นเบอร์เก่าของพนักงานที่โทรไม่ติดแล้ว เชื่อว่าหลังจากเฉลยไปทุกคนจะเข้าใจ

เอาเป็นว่า งานนี้เชื่อว่าหลายๆคนคงจดจำชื่อ ‘เจ๊จู’ ไปอีกนาน และคงจำเพิ่มเติมได้อีกว่า วัสดุก่อสร้างในยุคดิจิตอล ไม่ได้อยู่แค่หน้าร้านอีกต่อไป

ที่มา>>>Thairath

ดูแล้วอมยิ้ม! พนักงานร้านสุกี้จ้างร้อยเต้นล้าน

(26 เม.ย.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวีดีโอจากเฟซบุ๊กคุณ ซึ่งได้โพสต์คลิปวีดีโอความยาว 42 วินาที โดยเป็นคลิปพนักงานร้านสุกี้ชื่อดัง เต้นกลางร้านอย่างสนุกสนาน

โดยในคลิปเผยให้เห็นภาพพนักงานชายเต้นประกอบเพลงของร้าน โดยมีลีลาไม่ธรรมดา และยังเต้นไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งคลิปดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวานนี้ (25 เม.ย.) แต่ล่าสุดถูกแชร์ไปแล้วกว่า 1,500,000 ครั้ง

ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกว่า 7,000 ความเห็น โดยต่างพากันชื่นชมในความตั้งใจทำงาน และพากันสอบถามว่าพนักงานหนุ่มคนดังกล่าวทำงานอยู่ที่สาขาใด

ขอขอบคุณคลิปวีดีโอจาก เฟซบุ๊กRosarin Thongphear

ที่มา>>>Sanook

‘พังงา’ พบแหล่งน้ำดิบกว่า 3 ล้านลบ.ม. ช่วยแก้ปัญหาน้ำประปาเค็ม

จนท.พังงา ร่วมกันตรวจสอบวางท่อประปา หลังพบแหล่งน้ำดิบบริเวณสวนปาล์มอ.ท้ายเมือง เผย มีน้ำดิบมากถึง 3 ล้าน ลบ.ม ช่วยแก้ปัญหาน้ำเค็มจากน้ำทะเลหนุนคาดว่าแล้วเสร็จสิ้นเดือนนี้ พร้อมแจกจ่ายให้ ปชช. บรรเทาความเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย นางกุลธารินท์ โรจนสุรสีห์ ปภ.พังงา นายนพสิทธิ์ อุดมสุวรรณกุล นายอำเภอท้ายเหมือง นายสุคนธ์ ชูรักษา ประปาภูมิภาคสาขาตะกั่วป่า ร่วมกันตรวจสอบการวางท่อประปา และแหล่งน้ำดิบบริเวณสวนปาล์มน้ำมันบ้านเขากล้วยหมู่ 5 ตำบลทุ่งมะพร้าว อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ซึ่งมีปริมาณน้ำดิบมากถึง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนจนทำให้แหล่งน้ำดิบที่ประปาภูมิภาคตะกั่วป่าใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดความเค็ม ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ อำเภอตะกั่วป่า อ.ท้ายเหมือง ตำบลลำแก่น และตำบลทุ่งมะพร้าว ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำประปามีความเค็มปนเปื้อนอยู่ในขณะนี้

นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย นางกุลธารินท์ โรจนสุรสีห์ ปภ.พังงา นายนพสิทธิ์ อุดมสุวรรณกุล นายอำเภอท้ายเหมือง นายสุคนธ์ ชูรักษา ประปาภูมิภาคสาขาตะกั่วป่า เดินทางไป ตรวจสอบการวางท่อประปา และแหล่งน้ำดิบบริเวณสวนปาล์มน้ำมันบ้านเขากล้วยหมู่ 5 ตำบลทุ่งมะพร้าว อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา

จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันน้ำประปาในพื้นที่มีความเค็มลดลงจากเดิม 15 PPT เหลือ 11 PPT และยังมีความเค็มเหลืออยู่จึงทำให้ประชาชนที่ใช้น้ำประปาได้รับความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะบริเวณแหล่งท่องเที่ยวและโรงแรมที่สำคัญของจังหวัดพังงา ในพื้นที่เขาหลัก ลำแก่น บางเนียง บางสัก บ้านน้ำเค็ม ประสบปัญหาน้ำประปาเค็มจนประชาชนจำต้องใช้น้ำประปาเค็มในการชะล้างต่างๆ และได้รับความเสียหาย

ด้าน นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผวจ.พังงา กล่าวว่า ล่าสุดทางจังหวัดพังงาได้รับความอนุเคราะห์จากภาคเอกชนให้ความร่วมมืออนุญาตให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้ขุมน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำจำนวนกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตรสามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้นานประมาณ 2 เดือนก่อนที่ฝนจะตก โดยทางประปาภูมิภาคสาขาตะกั่วป่าได้วางแนวท่อเพื่อนำเข้าผลิตระยะทาง 3 กิโลเมตร ขณะนี้วางท่อแล้วระยะทาง 1.5 เมตร ถือว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้สามารถแจกจ่ายน้ำประปาให้ประชาชนได้โดยทางจังหวัดร่วมกับประปาภูมิภาคและท้องถิ่น ได้ช่วยเหลือประชาชนโดยการนำรถเข้าแจกจ่ายน้ำจำนวน 9 คันต่อวันเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นเพื่อรอให้การวางแนวท่อประปาสำเร็จ.

ที่มา>>>Thairath

บิ๊กไบค์ล้ม หกล้อทับแฟนดับต่อหน้า! รอง สวป.ช็อก ชักปืนจะยิงตัวตาย

(เครดิตภาพ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง)

รอง สวป.สน.ลาดพร้าว พาแฟนซ้อนท้ายบิ๊กไบค์ไปเที่ยวสงกรานต์ย่านพระประแดง ขากลับขึ้นสะพานภูมิพล รถแหกโค้งชนแบริเออร์สาวถูกหกล้อทับดับคาตา สุดเสียใจคว้าปืนจะยิงขมับตัวเอง เพื่อนห้ามไว้ยังจะไปกระโดดน้ำตายอีก…

วันที่ 25 เม.ย.59 ร.ต.อ.ประเสริฐ กิ่งเกษ รอง สว.(สอบสวน) สภ.พระประแดง ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุพระประแดงว่ามีอุบัติเหตุ จักรยานยนต์บิ๊กไบค์ชนแท่งปูนแบริเออร์มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย บนสะพานภูมิพล 1 มุ่งหน้าพระราม 3 ม.9 ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ สิงหสุต ผกก.พระประแดง ทราบ แล้วพร้อมด้วยมูลนิธิปอเต็กตึ๊งรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุ บริเวณกลางสะพานภูมิพล 1 มุ่งหน้าพระราม 3 ช่องเลนซ้าย พบร่าง น.ส.ขวัญฤทัย ชัยนาคิน อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3/3 ม.4 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี ถูกรถ 6 ล้อทับนอนคว่ำหน้าเสียชีวิต สภาพร่างกายแหลกเหลว ขาทั้ง 2 ข้างหักหลายท่อน โดยผู้ตายสวมกางเกงขาสี่ส่วน เสื้อแขนสั้นลายนกฮูก และยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 5 ปลอกตกอยู่ที่พื้นถนนใกล้ศพผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนศพได้นำส่งสถาบันนิติเวชฯนอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ตำแหน่ง รอง สวป. ชื่อ ร.ต.ท.ชัยยัณห์ ทองคำชุม อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 169 ม.2 ต.เขาขาว อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มีแผลถลอกเล็กน้อยตามร่างกาย อยู่ในอาการเสียใจ และทำใจไม่ได้ที่พาแฟนสาวมาเสียชีวิต ส่วนจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ไม่พบในที่เกิดเหตุ เนื่องจากเพื่อนผู้บาดเจ็บนำลงไปจากสะพานแล้ว

จากการสอบสวนทราบว่า ร.ต.ท.ชัยยัณห์ ทองคำชุม ได้ขี่จักรยานยนต์บิ๊กไบค์ โดยมี น.ส.ขวัญฤทัย ชัยนาคิน ผู้ตาย นั่งซ้อนท้าย มากับเพื่อนด้วยกัน 3 คัน ขึ้นสะพานมาจากทางด้านฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย มุ่งหน้าพระราม 3 เพื่อกลับที่พักย่านลาดพร้าว หลังจากมาเที่ยวงานสงกรานต์บ้านเพื่อนย่านปู่เจ้าสมิงพราย ร.ต.ท.ชัยยัณห์ ทองคำชุม ขับขี่เข้าโค้งบนสะพานด้วยความเร็วทำให้รถเสียหลักพุ่งชนแบริเออร์จน น.ส.ขวัญฤทัย แฟนสาวกระเด็นตกจากรถ ขณะที่รถล้ม เป็นจังหวะเดียวกับมีรถหกล้อวิ่งตามหลังมาเหยียบร่างของ น.ส.ขวัญฤทัย เสียชีวิตคาที่ และรถหกล้อคันดังกล่าวขับด้วยความเร็วหลบหนีไปทางพระราม 3

ขณะเดียวกัน หลังเกิดเหตุ และเห็นแฟนสาวถูกรถทับเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ร.ต.ท.ชัยยัณห์ ทองคำชุม มีอาการเสียใจอย่างหนัก ถึงกับทำใจไม่ได้ ใช้อาวุธปืน ขนาด 9 มม.ยิงขึ้นฟ้า ก่อนพยายามจะยิงตัวเองแต่เพื่อนได้แย่งปืนและห้ามไว้ได้ทัน แต่ ร.ต.ท.ชัยยัณห์ ยังไม่หยุดแค่นั้น พยายามจะกระโดดสะพานเพื่อฆ่าตัวตายตาม น.ส.ขวัญฤทัย ไป แต่เพื่อนก็ห้ามเอาไว้ได้ ก่อนนำตัวส่ง รพ.โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อรักษาบาดแผล

ทางด้าน ร.ต.อ.ประเสริฐ กิ่งเกษ รอง สว.(สอบสวน) สภ.พระประแดง ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและมอบศพผู้เสียชีวิตให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ และจะได้สอบปากคำ ร.ต.ท.ชัยยัณห์ ทองคำชุม แฟนหนุ่มที่เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป.

ที่มา>>>Thairath